พระนครศรีอยุธยา — เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569 จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อวางมาตรการรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ท่ามกลางความกังวลจากการคาดการณ์สภาพอากาศที่อาจเกิดฝนตกหนักในช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายน
ผู้นำการประชุมและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
การประชุมมีนาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีหลายฝ่ายรวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมอโยธยา ศาลากลางจังหวัด โดยได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ภาคกลางเพื่อยกระดับการทำงานให้เป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการสั่งการเมื่อเกิดเหตุ
มาตรการเฉพาะหน้าที่จังหวัดเตรียมไว้
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้สรุปมาตรการเตรียมพร้อมเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจ ดังนี้
- ติดตามสถานการณ์น้ำแบบ เรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เพื่อปรับแผนการระบายน้ำและการแจ้งเตือน
- จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 159 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 16 อำเภอ
- ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 92 เครื่อง รอบนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการ 5 แห่ง
- จัดทำอุปกรณ์ความปลอดภัยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วม เช่น “ไม้เช็คไฟในน้ำ” เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วไหลขณะเกิดน้ำท่วม
“มั่นใจกรุงเก่าพร้อม 24 ชม. ปกป้องประชาชน-นิคมอุตสาหกรรม”
ปัจจัยภายนอกที่ต้องเฝ้าระวัง
คณะอนุกรรมการระบุว่าการประเมินความเสี่ยงจะต้องนำตัวแปรหลายด้านมาพิจารณาร่วมกัน ได้แก่ ปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อนต่างๆ การตกหนักของฝนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และภาวะน้ำทะเลหนุน โดยยกตัวอย่างการระบายน้ำจากเขื่อนที่อาจมีปริมาณมากกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในบางช่วง และการระบายน้ำจากเขื่อนพระราม 6 ที่อาจสูงกว่า 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของภาคกลาง
มาตรการบริหารจัดการน้ำระยะยาว
หนึ่งในโครงการที่ได้รับการติดตามผลจากที่ประชุมคือโครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล–บางไทร ซึ่งออกแบบมาเพื่อผันน้ำเลี่ยงตัวเมืองและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในเขตชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด โดยที่ประชุมรายงานความคืบหน้าโครงการและเน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลชัดเจนในระยะยาว
การสื่อสารกับประชาชนและภาคธุรกิจ
การเตรียมการไม่ได้จำกัดเพียงมาตรการภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารแจ้งเตือนถึงประชาชนอย่างเป็นระบบ ประสานกับหน่วยงานท้องถิ่น และภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้มีการเตรียมเครื่องจักรกลและบุคลากรพร้อมปฏิบัติหน้าที่เมื่อต้องการ ทั้งนี้เป้าหมายคือการลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่
| หัวข้อ | จำนวน/รายละเอียด |
|---|---|
| ศูนย์พักพิงชั่วคราว | 159 แห่ง ครอบคลุม 16 อำเภอ |
| เครื่องสูบน้ำ | 92 เครื่อง รอบนิคมอุตสาหกรรม |
| ปริมาณการระบาย (อ้างอิง) | เขื่อนเจ้าพระยา > 700 ลบ.ม./วินาที, เขื่อนพระราม 6 > 550 ลบ.ม./วินาที |
บริบททางภูมิศาสตร์และความเสี่ยงของอยุธยา
พระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในผืนที่ราบลุ่มของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากทางตอนเหนือของประเทศ บทเรียนจากอดีตแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการวางระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการจัดการน้ำ ทั้งในแง่ป้องกันและฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ เพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประชุมครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเร่งสร้างความพร้อมในหลากมิติ ทั้งการแจ้งเตือน การอพยพ การป้องกันสิ่งแวดล้อม และการคงความต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรม หากนำมาตรการที่ตกลงกันไปปฏิบัติได้จริง ก็จะลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ซึ่งเป็นสมณีแห่งอดีตและศูนย์กลางของการผลิตในภาคกลางต่อไป