สถานการณ์ อุทกภัย ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงรุนแรง แม้ระดับน้ำโดยรวมจะเริ่มลดลง แต่การท่วมยังครอบคลุมพื้นที่จำนวนมาก ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนสูง นายทะเบียนข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ เวลา 06.00 น. ของวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2569 ระบุว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 17 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร
ขอบเขตความเสียหายและตัวเลขสำคัญ
จำนวนอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบอยู่ในสเกลกว้าง ครอบคลุม 61 อำเภอ 414 ตำบล และ 2,866 หมู่บ้าน รวมประชากรได้รับผลกระทบทั้งหมด 365,003 ครัวเรือน หรือเทียบเป็นจำนวนคนทั้งสิ้น 1,097,938 คน ผู้ว่าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งปฏิบัติการด้านการบรรเทาและฟื้นฟู
จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ในการจัดลำดับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ พระนครศรีอยุธยาอยู่ในอันดับสูงสุดโดยมีจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งเผยให้เห็นความเปราะบางของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อเผชิญกับมวลน้ำจากภาคเหนือที่ไหลลงมาสมทบ
- พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ 57,703 ครัวเรือน ครอบคลุม 11 อำเภอ 149 ตำบล และ 1,006 หมู่บ้าน
- กรุงเทพมหานคร (เขตลาดกระบังและหนองจอก) ถูกกระทบ 168,203 ครัวเรือน ครอบคลุม 14 แขวง
- จังหวัดอื่น ๆ ที่มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ได้แก่ สุพรรณบุรี (24,619 ครัวเรือน), นครนายก (23,835 ครัวเรือน), ปราจีนบุรี (23,641 ครัวเรือน), นครปฐม (19,058 ครัวเรือน) และ ฉะเชิงเทรา (16,932 ครัวเรือน)
| จังหวัด | ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ |
|---|---|
| พระนครศรีอยุธยา | 57,703 |
| กรุงเทพมหานคร (เขตลาดกระบัง-หนองจอก) | 168,203 |
| สุพรรณบุรี | 24,619 |
| นครนายก | 23,835 |
| ปราจีนบุรี | 23,641 |
สาเหตุและการบริหารจัดการ
ปภ.ชี้ว่าการเกิดอุทกภัยมาจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับมวลน้ำจากภาคเหนือไหลลงมาสมทบกับน้ำในภาคกลาง ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้ระดมกำลังเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือ ประกอบด้วยการระบายน้ำ สำรวจความเสียหาย และการฟื้นฟูสภาพพื้นที่เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
"กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เร่งระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน พร้อมเดินหน้าระบายน้ำ สำรวจความเสียหาย และฟื้นฟูพื้นที่"
ผลกระทบต่อชุมชนและแนวทางปฏิบัติ
พื้นที่เมืองเก่าและชุมชนริมแม่น้ำ เช่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่ส่งผลกระทบทั้งต่อที่อยู่อาศัย การเกษตร และการคมนาคม สิ่งที่ชาวบ้านควรปฏิบัติคือย้ายสิ่งของมีค่าไว้ในที่สูง หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานท้องถิ่น
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเตือนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประสานอาสาสมัครหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด
บริบทประวัติศาสตร์ของพื้นที่น้ำท่วม
ภาคกลางโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีประวัติการเผชิญน้ำท่วมซ้ำซากมายาวนาน ความผันผวนของระดับน้ำขึ้นอยู่กับปริมาณฝนและการจัดการลุ่มน้ำ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสี่ยงภัยในพื้นที่ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างระบายน้ำและการวางแผนชุมชนจึงมีความจำเป็นต่อการลดผลกระทบในระยะยาว
หน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังมวลน้ำที่ยังไหลมาสมทบ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและแนวริมแม่น้ำที่เป็นจุดอ่อนของการระบายน้ำ ทั้งนี้การฟื้นฟูหลังน้ำลดจะเป็นการทดสอบความสามารถของภาครัฐและชุมชนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบบริหารจัดการน้ำในระยะยาว