กาญจนบุรีพบจุดวิกฤต 1 แห่ง
กรมทางหลวงรายงานสถานการณ์โครงข่ายทางหลวงที่ได้รับผลกระทบจาก ภัยพิบัติและน้ำท่วมขัง หลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและติดตามความเสียหาย โดยพบถนนใน 6 จังหวัด รวม 14 แห่ง ได้รับผลกระทบต่อการเดินทาง ขณะนี้สามารถแก้ไขและเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางได้แล้ว 10 แห่ง แต่ยังเหลืออีก 4 แห่งที่การจราจรยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
จุดที่ยังไม่สามารถสัญจรได้กระจายอยู่ใน จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างภาคตะวันตกกับภาคใต้ตอนบน กรมทางหลวงจึงขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงจุดที่ประกาศปิด หรือเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพเส้นทางและการเปลี่ยนแปลงของผิวจราจรหลังเกิดภัยพิบัติ
สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี จุดที่ได้รับผลกระทบอยู่บน ทางหลวงหมายเลข 3480 ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 30+109 ถึง 30+121 ความเสียหายส่งผลกระทบต่อพื้นผิวจราจรอย่างหนัก จนขณะนี้ รถทุกชนิดยังไม่สามารถผ่านได้ ผู้เดินทางที่มีแผนใช้เส้นทางดังกล่าวจึงควรตรวจสอบประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนออกจากต้นทาง และหลีกเลี่ยงการฝ่าฝืนแนวกั้นหรือป้ายเตือนในพื้นที่
ประจวบคีรีขันธ์ยังมีถนนปิด 3 จุด
ส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พบจุดที่ยังเปิดการจราจรไม่ได้ 3 แห่ง จุดแรกอยู่บนทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม ในพื้นที่อำเภอทับสะแก ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 348+097 ถึง 348+104 บริเวณจุดกลับรถ อีกจุดอยู่บนเส้นทางเดียวกัน ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 358+906 ถึง 358+936 ซึ่งเป็นบริเวณจุดกลับรถเช่นกัน
ทั้งสองจุดในอำเภอทับสะแกมีรายงาน น้ำท่วมขังและดินสไลด์ รวมถึงความเสียหายบริเวณจุดกลับรถ ทำให้ไม่สามารถใช้จุดกลับรถได้ตามปกติ แม้ข้อมูลจะระบุเฉพาะการปิดจุดกลับรถ แต่ผู้ใช้ถนนควรปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเข้าใกล้พื้นที่ที่อาจมีน้ำสะสมหรือดินและวัสดุจากแนวลาดไหลลงมาบนผิวทาง
อีกจุดอยู่บนทางหลวงหมายเลข 4372 ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 0+000 ถึง 0+495 บริเวณทางเข้าวังยาว–เพชรเกษมสายเก่า ในอำเภอบางสะพาน โดยกรมทางหลวงระบุว่าเส้นทางได้รับความเสียหายอย่างหนักและยังไม่สามารถเปิดการจราจรได้ จุดดังกล่าวจึงเป็นอีกพื้นที่ที่ผู้เดินทางควรวางแผนเส้นทางล่วงหน้า ไม่ควรใช้การคาดเดาจากสภาพถนนช่วงก่อนเกิดเหตุเป็นหลัก
| จังหวัด | เส้นทางและพื้นที่ | สถานการณ์ |
|---|---|---|
| กาญจนบุรี | ทางหลวงหมายเลข 3480 อำเภอทองผาภูมิ | รถทุกชนิดผ่านไม่ได้ |
| ประจวบคีรีขันธ์ | ทางหลวงหมายเลข 4 อำเภอทับสะแก 2 จุด | จุดกลับรถใช้งานไม่ได้ |
| ประจวบคีรีขันธ์ | ทางหลวงหมายเลข 4372 อำเภอบางสะพาน | ยังไม่เปิดการจราจร |
เร่งติดตั้งป้ายและสัญญาณเตือนตลอดวัน
กรมทางหลวงสั่งการให้แขวงทางหลวงและหมวดทางหลวงในพื้นที่นำเครื่องจักรกล อุปกรณ์ และกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหา พร้อมจัดตั้งป้ายเตือนและป้ายแนะนำเส้นทางหลีกให้เห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังติดตั้งสัญญาณไฟเตือนจราจรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ขับขี่สังเกตเห็นจุดเสี่ยงได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญในช่วงที่สภาพถนนยังไม่แน่นอน เพราะความเสียหายจากน้ำท่วม ดินสไลด์ หรือผิวจราจรที่ถูกกัดเซาะอาจทำให้ผู้ขับขี่ประเมินสภาพทางผิดพลาดได้ โดยเฉพาะรถที่มีขนาดใหญ่หรือบรรทุกน้ำหนักมาก การไม่เข้าไปในบริเวณที่ปิดกั้นจึงเป็นการลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและไม่เพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงาน
- หลีกเลี่ยงทางหลวงหมายเลข 3480 ช่วงอำเภอทองผาภูมิที่รถทุกชนิดยังผ่านไม่ได้
- ไม่ใช้จุดกลับรถที่ปิดใช้งานในอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
- ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายเส้นทางหลีก และสัญญาณไฟของเจ้าหน้าที่
- ตรวจสอบสถานการณ์ก่อนเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องผ่านภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน
ใช้สะพานชั่วคราวหรือปรับผิวทางเมื่อสถานการณ์เอื้อ
สำหรับพื้นที่ที่รถยังไม่สามารถผ่านได้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการแก้ไข โดยแนวทางที่กรมทางหลวงระบุไว้คือการ ทอดสะพานเบลีย์ หรือปรับปรุงพื้นผิวจราจรในเบื้องต้น เพื่อให้กลับมาเปิดเส้นทางได้โดยเร็วและปลอดภัยที่สุด ทั้งนี้การดำเนินงานต้องพิจารณาระดับน้ำและความรุนแรงของความเสียหายประกอบกัน ไม่ใช่เพียงการเคลียร์สิ่งกีดขวางบนผิวถนนเท่านั้น
กรมทางหลวงระบุว่า การเปิดทางจะดำเนินการเมื่อระดับน้ำลดลงหรือสถานการณ์คลี่คลายเพียงพอที่จะทำให้การซ่อมแซมมีความปลอดภัย จึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการเปิดใช้ทั้ง 4 จุด ผู้เดินทางควรติดตามการประกาศปรับปรุงสถานการณ์จากหน่วยงานทางหลวงอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรสรุปว่าเส้นทางกลับมาใช้งานได้เพียงเพราะเห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจุดที่มีน้ำท่วมหรือดินถล่ม แต่ยังขยายไปถึงการเชื่อมต่อระหว่างชุมชน การขนส่งสินค้า และการเดินทางข้ามจังหวัด โดยเฉพาะเส้นทางในอำเภอทองผาภูมิ ทับสะแก และบางสะพาน การเตือนล่วงหน้าและการเลือกเส้นทางอย่างรอบคอบจึงมีส่วนช่วยลดความแออัด ลดอุบัติเหตุ และเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้เต็มที่
ประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบนควรเผื่อเวลา ตรวจสอบเส้นทางหลีก และเตรียมพร้อมเปลี่ยนแผนหากพบประกาศปิดทางเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศและระดับน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนควรเป็นเงื่อนไขแรกก่อนตัดสินใจเดินทางผ่านจุดที่กรมทางหลวงระบุว่ายังไม่สามารถสัญจรได้