เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมหลัก 3 แห่งของจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และแรงงานในพื้นที่
เป้าหมายการลงพื้นที่
การตรวจติดตามครั้งนี้มุ่งเน้นประเมินสภาพเขื่อนแนวป้องกัน สถานีสูบน้ำ ระบบไฟฟ้าสำรอง และความสามารถของบ่อหน่วงน้ำเพื่อรองรับเหตุการณ์น้ำหลากฉับพลัน รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำกับชุมชนรอบนิคม ซึ่งเป็นข้อกังวลสำคัญของภาคอุตสาหกรรมเมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก
ภาพรวมความพร้อมของนิคมทั้งสาม
จากการตรวจสอบพบว่าแต่ละนิคมมีมาตรการและโครงสร้างป้องกันที่แตกต่างกันตามลักษณะพื้นที่และความเสี่ยง โดยภาพรวมสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ตรวจสอบอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติการแบบ 24 ชั่วโมงหากมีเหตุฉุกเฉิน
- นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง มีแนวเขื่อนดินเสริมยาวและระบบสูบน้ำที่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ พร้อมบ่อหน่วงน้ำขนาดใหญ่รองรับการระบายน้ำ
- นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เสริมเขื่อนด้วยคอนกรีต มีสถานีสูบน้ำหลายจุดและกำลังสูบที่สูง เพื่อรองรับแรงดันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา
- นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) วางแนวเขื่อนเสริมและสถานีสูบน้ำกำลังสูง รวมทั้งมีบ่อหน่วงช่วยลดผลกระทบด้านน้ำท่วม
ตัวเลขสำคัญที่ตรวจสอบ
| นิคม | ความยาวแนวเขื่อน/ความสูง | กำลังสูบ (ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง) | ความจุบ่อหน่วง (ลูกบาศก์เมตร) |
|---|---|---|---|
| นครหลวง | 5.5 กม. / สูง 8.20 ม. | 21,600 | 857,000 |
| บางปะอิน | 10 กม. / สูง 6 ม. | 32,400 | 204,000 |
| บ้านหว้า (ไฮเทค) | 11.1 กม. / สูง 5.40 ม. | 54,000 | 192,000 |
ระดับน้ำและการประเมินความเสี่ยง
การตรวจวัดระดับน้ำบริเวณคูคลองและจุดตรวจต่างๆ ระบุว่าทุกนิคมอยู่ในเกณฑ์ "ระดับ 1 (ปกติ - สีเขียว)" โดยยังมีระยะห่างจากสันเขื่อนพอสมควร ซึ่งทำให้หน่วยบริหารจัดการสามารถเฝ้าระวังและจัดการได้ทันเวลา
สำหรับรายละเอียดระดับน้ำเฉพาะจุดที่สำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำบริเวณจุดตรวจใกล้นิคมและระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังต่ำกว่าจุดเสี่ยงในช่วงตรวจสอบ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ประเมินว่าระบบป้องกันยังทำงานได้ตามออกแบบ
มาตรการเสริมและข้อเสนอแนะ
การนิคมฯ ได้เตรียมแผนการใช้งานเครื่องสูบน้ำฉุกเฉิน ไฟฟ้าสำรองที่ใช้ดีเซล และการจัดเวรปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันมีการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียงเพื่อเตรียมแผนอพยพหากจำเป็น โดยเน้นการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องและการทดสอบระบบเพื่อให้พร้อมรับมือ
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เพราะการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทั้งต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในพื้นที่
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่พบความเสี่ยงรุนแรง แต่การเตรียมพร้อมและการประสานงานเชิงรุกจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและความเป็นอยู่ของประชาชนรอบนิคม
การติดตามสถานการณ์และการรายงานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอจึงยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างทันท่วงทีในยามวิกฤต