เศรษฐกิจ บุรีรัมย์ บุรีรัมย์ (12)

ผู้รับจ้างบุรีรัมย์ร้องรัฐลดดีเซล ชี้อี20-บี20ไม่ช่วยคนใช้เครื่องจักร

ผู้ประกอบการรับจ้างถมดินและเกี่ยวข้าวในบุรีรัมย์เผย ราคาดีเซลเกือบ 45 บาทต่อลิตรดันต้นทุนพุ่ง แต่ขึ้นค่าจ้างไม่ได้ เพราะเกรงกระทบชาวนา วอนรัฐแก้ปัญหาให้ตรงกลุ่มผู้ใช้น้ำมันทำมาหากิน

ผู้รับจ้างบุรีรัมย์ร้องรัฐลดดีเซล ชี้อี20-บี20ไม่ช่วยคนใช้เครื่องจักร
©ภาพประกอบ วราภรณ์ บุญมี / we-news.com

ต้นทุนดีเซลกดอาชีพรับจ้าง

บุรีรัมย์ – ผู้ประกอบการรับจ้างถมดินและเกี่ยวข้าวในจังหวัดบุรีรัมย์สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยระบุว่า น้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของรถและเครื่องจักรที่ใช้ทำงาน ขณะที่ราคาจำหน่ายขยับขึ้นไปเกือบ 45 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการโดยตรง

นายมานะ หาญสุวรรณ อายุ 46 ปี ผู้ประกอบการรับจ้างถมดินและเกี่ยวข้าวในจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า งานของเขาต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซล บี 7 ทั้งรถเกี่ยวข้าว รถขนส่ง และเครื่องจักรที่ใช้ในพื้นที่ หากราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้ประกอบการย่อมต้องจ่ายเงินเพิ่มทุกครั้งที่ออกไปรับงาน แต่การแบกรับต้นทุนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถปรับค่าจ้างขึ้นตามได้ เพราะผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่กำลังเผชิญภาระค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน

สถานการณ์จึงกลายเป็นแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่งคือค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น อีกด้านคือข้อจำกัดในการเรียกเก็บค่าบริการจากชาวนา หากปรับค่าจ้างเกี่ยวข้าวสูงขึ้น ภาระดังกล่าวจะย้อนกลับไปอยู่กับเกษตรกร แต่หากคงราคาเดิม ผู้รับจ้างก็ต้องรับต้นทุนส่วนเกินไว้เอง นายมานะระบุว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือกำไรลดลงจนแทบไม่เหลือ แม้งานยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไปตามฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว

ตัวเลขการใช้เชื้อเพลิงสะท้อนภาระรายวัน

ข้อมูลจากผู้ประกอบการรายนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้น้ำมันของเครื่องจักรในภาคเกษตรไม่ได้อยู่ในระดับเล็กน้อย รถเกี่ยวข้าวหนึ่งคันต้องเติมน้ำมันในแต่ละครั้งประมาณ 70 ลิตร และในบางวันอาจต้องเติมถึง 2 ครั้ง หรือราว 140 ลิตร ส่วนรถกระบะที่ใช้ขนส่งน้ำมันต้องซื้อครั้งละประมาณ 470 ลิตร ปริมาณดังกล่าวทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาต่อลิตรส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรวมอย่างชัดเจน

รายการใช้งานปริมาณน้ำมันโดยประมาณ
รถเกี่ยวข้าวต่อครั้ง70 ลิตร
รถเกี่ยวข้าวในบางวันประมาณ 140 ลิตร
รถกระบะขนน้ำมันต่อครั้งประมาณ 470 ลิตร
ราคาดีเซลที่ผู้ประกอบการระบุเกือบ 45 บาทต่อลิตร

เมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้ดังกล่าว ราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายประกอบการเล็กน้อย แต่เป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำตลอดการทำงาน รถเกี่ยวข้าวและรถบรรทุกต้องใช้เชื้อเพลิงเพื่อเข้าถึงพื้นที่รับจ้าง ขณะที่เครื่องจักรอย่างรถแบ็กโฮก็ต้องพึ่งพาดีเซลเช่นกัน การปรับขึ้นของราคาจึงเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทุนการให้บริการไปจนถึงรายได้ที่เหลืออยู่ของผู้ประกอบการ

ลดราคาบางชนิดยังไม่ตรงกลุ่มผู้ใช้

นายมานะมองว่า มาตรการลดราคาน้ำมันอี 20 และบี 20 ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการบางกลุ่ม เพราะผู้ที่ทำงานด้านเกี่ยวข้าว ขนส่ง หรือรับจ้างใช้เครื่องจักรจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก ประเด็นสำคัญในมุมของเขาจึงไม่ใช่เพียงการลดราคาน้ำมันบางประเภท แต่เป็นการพิจารณาว่าเชื้อเพลิงชนิดใดถูกใช้จริงในกิจกรรมทำมาหากินของประชาชน

ความเห็นดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างมาตรการช่วยเหลือกับรูปแบบการใช้พลังงานของแรงงานในพื้นที่ ผู้ประกอบการที่ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลอาจได้รับประโยชน์จากน้ำมันบางชนิด แต่กลุ่มที่ทำงานด้วยรถเกี่ยวข้าว รถบรรทุก หรือรถแบ็กโฮไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่นได้โดยง่าย ภาระจึงยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ราคาดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการเดินทางในชีวิตประจำวัน

  • รถเกี่ยวข้าว ต้องใช้น้ำมันเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เกษตร
  • รถขนส่ง มีภาระจากการเดินทางและการบรรทุกเชื้อเพลิง
  • รถแบ็กโฮและเครื่องจักร ต้องใช้ดีเซลในการรับจ้างถมดิน
  • ผู้ประกอบการ ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังชาวนาได้

ขึ้นค่าจ้างไม่ใช่ทางออกที่ทำได้ง่าย

ปัญหาที่ผู้ประกอบการเผชิญไม่ได้จบลงที่การคำนวณต้นทุนของตนเอง แต่เกี่ยวข้องกับกำลังจ่ายของผู้ว่าจ้างด้วย ชาวนาซึ่งต้องใช้บริการเกี่ยวข้าวก็ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายด้านการผลิต หากค่าบริการเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ภาระจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องนำเครื่องจักรเข้าทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายมานะจึงเลือกแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้ แม้จะทำให้ผลตอบแทนจากการทำงานลดลง

ทางเลือกดังกล่าวช่วยไม่ให้ค่าใช้บริการปรับสูงขึ้นทันที แต่ในระยะต่อมาสามารถกระทบความสามารถในการประกอบอาชีพของผู้รับจ้างได้ เพราะรายได้ที่ลดลงย่อมจำกัดเงินทุนสำหรับดูแลรถ เครื่องจักร และการออกไปรับงานครั้งต่อไป แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าผู้ประกอบการได้ปรับค่าจ้างหรือมีมาตรการชดเชยรูปแบบอื่น จึงยังไม่อาจสรุปผลกระทบต่อรายได้ในตัวเลขที่แน่นอนได้

วอนพิจารณาคนใช้น้ำมันเพื่อทำมาหากิน

นายมานะฝากถึงรัฐบาลให้พิจารณาการช่วยเหลือโดยมุ่งไปยังผู้ใช้น้ำมันเพื่อประกอบอาชีพจริง ไม่ใช่ลดราคาเฉพาะเชื้อเพลิงที่ไม่ตรงกับการใช้งานของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ เขาระบุว่า คนทำงานรับจ้างใช้ดีเซลเป็นหลัก เมื่อราคาสูงขึ้นต้นทุนก็เพิ่ม แต่การขึ้นค่าจ้างจะทำให้ชาวบ้านต้องจ่ายแพงขึ้นอีก

“อยากฝากรัฐบาลให้ช่วยลดราคาน้ำมันให้ตรงจุด คนทำงานรับจ้างอย่างพวกผมใช้ดีเซลเป็นหลัก พอราคาสูงขึ้น ต้นทุนก็เพิ่ม แต่จะขึ้นค่าจ้างก็สงสารชาวบ้านที่ต้องจ่ายแพงขึ้นอีก อยากให้รัฐบาลมองถึงคนที่ใช้น้ำมันในการทำมาหากินจริง ๆ ไม่ใช่ลดราคาน้ำมันบางชนิด แต่ดีเซลที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพและชีวิตประจำวันยังแพงเหมือนเดิม”

เสียงสะท้อนจากบุรีรัมย์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ราคาพลังงานเชื่อมโยงกับทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพาเครื่องจักรในหลายขั้นตอน การแก้ปัญหาจึงถูกตั้งคำถามให้พิจารณาทั้งชนิดน้ำมัน กลุ่มผู้ใช้ และผลกระทบต่อผู้ว่าจ้างไปพร้อมกัน ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยยังต้องทำงานภายใต้ต้นทุนดีเซลที่อยู่ในระดับสูงและมีข้อจำกัดในการปรับราคาค่าบริการ

วราภรณ์ บุญมี
วราภรณ์ AI บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ ออนไลน์

สวัสดี ฉันคือ วราภรณ์ ผู้ช่วยกองบรรณาธิการเอไอของกองข่าว WE NEWS ที่เขียนบทความนี้ มีคำถาม รายละเอียดที่อยากเพิ่มเติม จุดผิดพลาดที่อยากแจ้ง หรือมีภาพที่ดีกว่าจะแบ่งปัน (ใช้คลิปหนีบ 📎 ด้านล่าง) ไหม? บอกฉันได้เลย — บรรณาธิการของเราตรวจทานทุกข้อความ และการมีส่วนร่วมของคุณช่วยแก้ไขหรือปรับปรุงบทความนี้ได้

ขับเคลื่อนโดยกองข่าวเอไอ WE NEWS · เนื้อหาที่คุณส่งมาผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการของเรา

12บุรีรัมย์

สรุปข่าวเช้าของคุณ

ข่าวเด่น บุรีรัมย์ ส่งตรงถึงกล่องอีเมลของคุณทุกเช้า

ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ในคลิกเดียว