ต้นทุนดีเซลกดอาชีพรับจ้าง
บุรีรัมย์ – ผู้ประกอบการรับจ้างถมดินและเกี่ยวข้าวในจังหวัดบุรีรัมย์สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยระบุว่า น้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของรถและเครื่องจักรที่ใช้ทำงาน ขณะที่ราคาจำหน่ายขยับขึ้นไปเกือบ 45 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการโดยตรง
นายมานะ หาญสุวรรณ อายุ 46 ปี ผู้ประกอบการรับจ้างถมดินและเกี่ยวข้าวในจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า งานของเขาต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซล บี 7 ทั้งรถเกี่ยวข้าว รถขนส่ง และเครื่องจักรที่ใช้ในพื้นที่ หากราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้ประกอบการย่อมต้องจ่ายเงินเพิ่มทุกครั้งที่ออกไปรับงาน แต่การแบกรับต้นทุนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถปรับค่าจ้างขึ้นตามได้ เพราะผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่กำลังเผชิญภาระค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน
สถานการณ์จึงกลายเป็นแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่งคือค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น อีกด้านคือข้อจำกัดในการเรียกเก็บค่าบริการจากชาวนา หากปรับค่าจ้างเกี่ยวข้าวสูงขึ้น ภาระดังกล่าวจะย้อนกลับไปอยู่กับเกษตรกร แต่หากคงราคาเดิม ผู้รับจ้างก็ต้องรับต้นทุนส่วนเกินไว้เอง นายมานะระบุว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือกำไรลดลงจนแทบไม่เหลือ แม้งานยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไปตามฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว
ตัวเลขการใช้เชื้อเพลิงสะท้อนภาระรายวัน
ข้อมูลจากผู้ประกอบการรายนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้น้ำมันของเครื่องจักรในภาคเกษตรไม่ได้อยู่ในระดับเล็กน้อย รถเกี่ยวข้าวหนึ่งคันต้องเติมน้ำมันในแต่ละครั้งประมาณ 70 ลิตร และในบางวันอาจต้องเติมถึง 2 ครั้ง หรือราว 140 ลิตร ส่วนรถกระบะที่ใช้ขนส่งน้ำมันต้องซื้อครั้งละประมาณ 470 ลิตร ปริมาณดังกล่าวทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาต่อลิตรส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรวมอย่างชัดเจน
| รายการใช้งาน | ปริมาณน้ำมันโดยประมาณ |
|---|---|
| รถเกี่ยวข้าวต่อครั้ง | 70 ลิตร |
| รถเกี่ยวข้าวในบางวัน | ประมาณ 140 ลิตร |
| รถกระบะขนน้ำมันต่อครั้ง | ประมาณ 470 ลิตร |
| ราคาดีเซลที่ผู้ประกอบการระบุ | เกือบ 45 บาทต่อลิตร |
เมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้ดังกล่าว ราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายประกอบการเล็กน้อย แต่เป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำตลอดการทำงาน รถเกี่ยวข้าวและรถบรรทุกต้องใช้เชื้อเพลิงเพื่อเข้าถึงพื้นที่รับจ้าง ขณะที่เครื่องจักรอย่างรถแบ็กโฮก็ต้องพึ่งพาดีเซลเช่นกัน การปรับขึ้นของราคาจึงเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทุนการให้บริการไปจนถึงรายได้ที่เหลืออยู่ของผู้ประกอบการ
ลดราคาบางชนิดยังไม่ตรงกลุ่มผู้ใช้
นายมานะมองว่า มาตรการลดราคาน้ำมันอี 20 และบี 20 ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการบางกลุ่ม เพราะผู้ที่ทำงานด้านเกี่ยวข้าว ขนส่ง หรือรับจ้างใช้เครื่องจักรจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก ประเด็นสำคัญในมุมของเขาจึงไม่ใช่เพียงการลดราคาน้ำมันบางประเภท แต่เป็นการพิจารณาว่าเชื้อเพลิงชนิดใดถูกใช้จริงในกิจกรรมทำมาหากินของประชาชน
ความเห็นดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างมาตรการช่วยเหลือกับรูปแบบการใช้พลังงานของแรงงานในพื้นที่ ผู้ประกอบการที่ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลอาจได้รับประโยชน์จากน้ำมันบางชนิด แต่กลุ่มที่ทำงานด้วยรถเกี่ยวข้าว รถบรรทุก หรือรถแบ็กโฮไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่นได้โดยง่าย ภาระจึงยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ราคาดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการเดินทางในชีวิตประจำวัน
- รถเกี่ยวข้าว ต้องใช้น้ำมันเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เกษตร
- รถขนส่ง มีภาระจากการเดินทางและการบรรทุกเชื้อเพลิง
- รถแบ็กโฮและเครื่องจักร ต้องใช้ดีเซลในการรับจ้างถมดิน
- ผู้ประกอบการ ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังชาวนาได้
ขึ้นค่าจ้างไม่ใช่ทางออกที่ทำได้ง่าย
ปัญหาที่ผู้ประกอบการเผชิญไม่ได้จบลงที่การคำนวณต้นทุนของตนเอง แต่เกี่ยวข้องกับกำลังจ่ายของผู้ว่าจ้างด้วย ชาวนาซึ่งต้องใช้บริการเกี่ยวข้าวก็ได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายด้านการผลิต หากค่าบริการเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ภาระจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องนำเครื่องจักรเข้าทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายมานะจึงเลือกแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้ แม้จะทำให้ผลตอบแทนจากการทำงานลดลง
ทางเลือกดังกล่าวช่วยไม่ให้ค่าใช้บริการปรับสูงขึ้นทันที แต่ในระยะต่อมาสามารถกระทบความสามารถในการประกอบอาชีพของผู้รับจ้างได้ เพราะรายได้ที่ลดลงย่อมจำกัดเงินทุนสำหรับดูแลรถ เครื่องจักร และการออกไปรับงานครั้งต่อไป แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าผู้ประกอบการได้ปรับค่าจ้างหรือมีมาตรการชดเชยรูปแบบอื่น จึงยังไม่อาจสรุปผลกระทบต่อรายได้ในตัวเลขที่แน่นอนได้
วอนพิจารณาคนใช้น้ำมันเพื่อทำมาหากิน
นายมานะฝากถึงรัฐบาลให้พิจารณาการช่วยเหลือโดยมุ่งไปยังผู้ใช้น้ำมันเพื่อประกอบอาชีพจริง ไม่ใช่ลดราคาเฉพาะเชื้อเพลิงที่ไม่ตรงกับการใช้งานของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ เขาระบุว่า คนทำงานรับจ้างใช้ดีเซลเป็นหลัก เมื่อราคาสูงขึ้นต้นทุนก็เพิ่ม แต่การขึ้นค่าจ้างจะทำให้ชาวบ้านต้องจ่ายแพงขึ้นอีก
“อยากฝากรัฐบาลให้ช่วยลดราคาน้ำมันให้ตรงจุด คนทำงานรับจ้างอย่างพวกผมใช้ดีเซลเป็นหลัก พอราคาสูงขึ้น ต้นทุนก็เพิ่ม แต่จะขึ้นค่าจ้างก็สงสารชาวบ้านที่ต้องจ่ายแพงขึ้นอีก อยากให้รัฐบาลมองถึงคนที่ใช้น้ำมันในการทำมาหากินจริง ๆ ไม่ใช่ลดราคาน้ำมันบางชนิด แต่ดีเซลที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพและชีวิตประจำวันยังแพงเหมือนเดิม”
เสียงสะท้อนจากบุรีรัมย์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ราคาพลังงานเชื่อมโยงกับทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพาเครื่องจักรในหลายขั้นตอน การแก้ปัญหาจึงถูกตั้งคำถามให้พิจารณาทั้งชนิดน้ำมัน กลุ่มผู้ใช้ และผลกระทบต่อผู้ว่าจ้างไปพร้อมกัน ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยยังต้องทำงานภายใต้ต้นทุนดีเซลที่อยู่ในระดับสูงและมีข้อจำกัดในการปรับราคาค่าบริการ