เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2569 คณะผู้บริหารระดับชาติลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพื่อรับฟังการประเมินความเสี่ยงและแผนการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัยต่อมรดกทางวัฒนธรรมและชุมชนในพื้นที่
การประเมินความเสี่ยงและการเฝ้าระวัง
คำชี้แจงจากการลงพื้นที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ประเมินปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจส่งผลต่อระดับน้ำ ได้แก่ การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ปริมาณฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ และสภาวะน้ำทะเลหนุน ทั้งหมดจะถูกนำมาใช้ประกอบการเฝ้าระวังและวางแผนรับมืออย่างต่อเนื่อง
- เฝ้าระวังแบบ Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง
- ศูนย์พักพิงชั่วคราว เตรียมความพร้อมให้ครอบคลุม 16 อำเภอ
- เตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการ
มาตรการทั้งต่ออุทกภัยและภัยแล้ง
นอกจากการบริหารจัดการภาวะน้ำท่วมแล้ว จังหวัดได้จัดทำแผนรองรับฤดูแล้งในปี พ.ศ.2568/69 ด้วยการจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละภาคส่วน โดยมีการพิจารณาแยกการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดแนวทางเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างเป็นระบบ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| การเฝ้าระวัง | ติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง |
| ศูนย์พักพิง | เตรียมพร้อมครอบคลุม 16 อำเภอ |
| การจัดการฤดูแล้ง | แผนการจัดสรรน้ำสำหรับฤดูแล้ง พ.ศ.2568/69 |
ความเห็นจากพื้นที่และการสนับสนุนภาคประชาชน
ระหว่างการลงพื้นที่ ผู้บริหารได้พบปะและพูดคุยกับผู้ประกอบการรายย่อยในบริเวณใกล้เคียง โดยได้รับทราบความต้องการด้านการสนับสนุนมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์น้ำท่วม
“ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี”
คำกล่าวจากพื้นที่สะท้อนความคาดหวังต่อโครงการช่วยเหลือของรัฐ ในโอกาสนี้ผู้ประกอบการได้ขอให้มีการขยายการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนและผู้ประกอบการในวงกว้างมากขึ้น
ความหมายต่อพระนครศรีอยุธยา
พระนครศรีอยุธยาในฐานะเมืองมรดกโลกและศูนย์กลางชุมชนริมแม่น้ำ มีความเปราะบางต่อความผันผวนของระดับน้ำ การที่หน่วยงานระดับชาติลงมาติดตามและทบทวนแผนถือเป็นสัญญาณสำคัญในการปกป้องมรดกและความเป็นอยู่ของประชาชน แผนการเฝ้าระวัง การจัดเตรียมศูนย์พักพิง และการวางมาตรการเฉพาะสำหรับฤดูแล้ง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องสอดประสานจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ เจ้าของโบราณสถาน และชุมชนท้องถิ่น
การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและการสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบ ขณะเดียวกันการขยายโครงการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่ได้รับการตอบรับดีสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เมื่อพิจารณาถึงบทบาทของอยุธยาในฐานะเมืองที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวและภาคเกษตร การเตรียมความพร้อมทั้งเชิงป้องกันและเชิงฟื้นฟูจึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กัน
การประชุมและลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการตรวจระดับน้ำเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับชาติและท้องถิ่นในการรักษาทรัพยากรทางวัฒนธรรม และปกป้องวิถีชีวิตของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างเป็นรูปธรรม