พรหมพิราม — เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังริมแม่น้ำน่าน บริเวณบ้านวงฆ้อง ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก กำลังเผชิญผลกระทบจากสภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ โดยเฉพาะลักษณะน้ำที่นิ่งและมีสีแดง ขณะที่ระดับน้ำมีการขึ้นลงตามการบริหารจัดการของเขื่อน ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและความเป็นอยู่ของปลาในกระชังอย่างชัดเจน
สภาพน้ำและผลต่อการเลี้ยงปลา
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณตรงข้ามวัดย่านยาว พบว่าสภาพน้ำแม่น้ำน่านในเขตท้ายเขื่อนสิริกิติ์ อุตรดิตถ์ และด้านหน้าสถานีเขื่อนนเรศวร อ.พรหมพิราม มีลักษณะน้ำค่อนข้างนิ่งและมีสีแดงขุ่น ซึ่งลดการผันผวนของกระแสน้ำ ทำให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำลดต่ำลง ในสภาพเช่นนี้ ปลาในกระชังมีอาการเครียด กินอาหารน้อย และเกิดภาวะน็อกน้ำตามมา ส่งผลให้มีการตายของปลาเพิ่มขึ้นกว่าในภาวะปกติ
ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า ณ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มีการวางแผนระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 6,826 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 72 ของความจุ ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กระแสน้ำที่ไหลมาถึงท้ายเขื่อนมีลักษณะขุ่นและเป็นสีแดง
| รายการ | ข้อมูล |
|---|---|
| แผนการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ | 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน |
| ปริมาณน้ำในเขื่อน (รวม) | 6,826 ล้านลูกบาศก์เมตร (72%) |
เสียงจากชาวประมงกระชัง
นายบำรุง อ่อนคำพา หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง หมู่ 11 บ้านวงฆ้อง กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นลงของระดับน้ำที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งควบคู่กับภาวะน้ำนิ่งและสีเปลี่ยน โดยเฉพาะเมื่อกระแสน้ำช้าหรือนิ่ง ปริมาณออกซิเจนในน้ำจะลดลง ทำให้ปลามีพฤติกรรมเปลี่ยนและมีอัตราตายสูงขึ้น
“ช่วงที่น้ำในแม่น้ำน่านนิ่งและมีสีแดง ปลาได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องคอยสังเกตอาการและปรับการเลี้ยงให้เหมาะสม หากระดับน้ำและคุณภาพน้ำกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะช่วยลดการสูญเสีย”
เขาและเพื่อนชาวประมงจึงต้องคอยขยับแพและกระชังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพน้ำ รวมทั้งเร่งจับปลาในกระชังที่ได้ขนาดเพื่อนำส่งบริษัทรับซื้อเป็นการบรรเทาความเสียหายในระยะสั้น ขณะเดียวกันเมื่อมีการปล่อยลูกปลารุ่นใหม่ลงกระชัง พวกเขาต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแล เพราะลูกปลาไม่ค่อยกินอาหารและมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ
แนวทางปฏิบัติและผลกระทบเชิงบริบท
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถพิจารณามาตรการบรรเทาเบื้องต้นได้หลายด้าน เช่น
- เฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดค่าออกซิเจนละลายในน้ำหากเป็นไปได้
- ปรับตำแหน่งกระชังหรือยกแพให้สูงขึ้นเมื่อน้ำขึ้น-ลง เพื่อป้องกันความเสียหายทางกายภาพ
- เร่งจับปลาที่ได้ขนาดและส่งออกขายเพื่อลดความสูญเสียจากการตายเป็นกลุ่ม
- ทำความสะอาดกระชังและเก็บอาหารปลาเก่าที่เหลือเพื่อลดการเสื่อมคุณภาพของน้ำ
นอกจากมาตรการของเกษตรกรแล้ว ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนความจำเป็นในการประสานงานระหว่างผู้ใช้น้ำหลายฝ่าย ทั้งการบริหารจัดการของเขื่อน หน่วยงานสิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น เพื่อหามาตรการระยะยาวที่สมดุลระหว่างการควบคุมอุทกภัย การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร และการรักษาคุณภาพทรัพยากรน้ำ
ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้มีการแถลงข่าวเพิ่มเติมจากพื้นที่ต่อเหตุการณ์นี้ แต่ความกังวลของเกษตรกรยังคงอยู่ เนื่องจากหากสภาพน้ำยังคงนิ่งและขุ่นเป็นระยะเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตและรายได้ของครัวเรือนผู้เลี้ยงปลาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงกระชังในพื้นที่แนะนำให้ติดตามการแจ้งเตือนจากหน่วยงานบริหารน้ำและร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพน้ำที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต