จันทบุรี — นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่อำเภอสอยดาว เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และรับฟังปัญหาจากชุมชน โดยประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยก ได้แก่ การจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและเกษตร การแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ภาระค่าใช้จ่ายจากมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว และสถานการณ์การบุกรุกของช้างป่า
การนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง
ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว กระทรวงได้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยง โดยตั้งใจติดตั้งกล้องตรวจจับจำนวน 30 จุด เพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนที่ของช้างป่า และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกลางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแจ้งเตือนภัยชุมชน
ระบบที่นำมาใช้ประกอบด้วยชุดซอฟต์แวร์ตรวจจับ และแอปพลิเคชันที่ประชาชนสามารถตั้งค่ารับการแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า หากเซ็นเซอร์ตรวจจับช้างป่าเข้ามาในรัศมีที่กำหนด การเตรียมระบบสื่อสารยังรวมถึงการใช้ ATAK (Android Tactical Assault Kit) เพื่อสนับสนุนการวางแผนลาดตระเวนและการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างเจ้าหน้าที่
ความร่วมมือของภาคประชาชนและเจ้าหน้าที่
พื้นที่อ.สอยดาว และอ.โป่งน้ำร้อน ได้จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานฯ และเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าจำนวนรวม 19 เครือข่าย เพื่อร่วมลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า รมว.ได้มอบถุงยังชีพให้กับชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าเป็นจำนวน 10 ชุด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน
“คนอยู่ได้ ช้างอยู่ได้ และป่าอยู่รอด”
วลีดังกล่าวถูกเน้นเป็นเป้าหมายเชิงนโยบายระหว่างการลงพื้นที่ ซึ่งสะท้อนแนวทางที่รัฐต้องการดำเนินการควบคู่กัน ระหว่างการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน
ปัญหาน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ
ในพื้นที่มีข้อท้าทายเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและการเกษตร รัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและเร่งผลักดันการแก้ไข โดยยกตัวอย่างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาพลาย ซึ่งมีพื้นที่ก่อสร้างบางส่วนประมาณ 402 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา อยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว
เนื่องจากพื้นที่บางส่วนของโครงการอยู่ในเขตอนุรักษ์ การดำเนินการจึงต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิกถอนพื้นที่บางส่วน ก่อนจะเดินหน้าขั้นตอนต่อไป รมว.เน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาน้ำต้องทำให้เร็วและถูกต้อง พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อผืนป่า
ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนและภาระค่าไฟชั่วคราว
ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีได้นำเสนอปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับกรมป่าไม้ และเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) พิจารณาแนวทางแก้ไข ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความมั่นคงของที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ขณะเดียวกันยังมีเรื่องภาระค่าใช้จ่ายจากมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราวที่กระทบต่อครัวเรือนในพื้นที่
- เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานฯและเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่า: 19 เครือข่าย
- กล้องตรวจจับที่ติดตั้งในเขตรักษาพันธุ์: 30 จุด
- ถุงยังชีพมอบให้เจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็ว: 10 ชุด
ผลต่อชุมชนและความท้าทายในระยะต่อไป
แม้การนำเทคโนโลยีมาช่วยเฝ้าระวังจะเพิ่มโอกาสในการแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่ความรุนแรงและความซับซ้อนของปัญหาช้างป่ายังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุจนมีผู้เสียชีวิต ซึ่งทำให้การสื่อสารกับประชาชนและการเพิ่มประสิทธิภาพของการลาดตระเวนเป็นเรื่องสำคัญ
การแก้ปัญหาเชิงระบบทั้งด้านน้ำ ที่ดิน และการป้องกันความปลอดภัย จึงต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานกลาง หน่วยงานท้องถิ่น เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การตัดสินใจทำได้รวดเร็ว แต่ยังยืนอยู่บนกรอบกฎหมายและการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ
| ประเด็น | มาตรการที่เสนอ |
|---|---|
| ช้างป่า | ติดตั้งกล้อง 30 จุด, ศูนย์ปฏิบัติการ AI, แอปแจ้งเตือน, ใช้ ATAK ในการลาดตระเวน |
| น้ำ | เร่งผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาพลาย ภายใต้กระบวนการทางกฎหมาย |
| ที่ดิน/ที่ทำกิน | เสนอให้ คทช. พิจารณาแนวทางแก้ไขพื้นที่ทับซ้อน |
การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามผสานแนวทางเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อจัดการปัญหาที่มีมิติทั้งสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของประชาชน อย่างไรก็ตาม การนำมาตรการไปปฏิบัติให้เกิดผลในระดับพื้นที่จำเป็นต้องมีการติดตามเชิงปฏิบัติการและการประเมินผลต่อเนื่อง เพื่อให้เป้าหมายเรื่องการอยู่ร่วมอย่างสมดุลระหว่างคน สัตว์ป่า และผืนป่าเป็นจริงได้ในระยะยาว