อนุมัติกลางกรุง แต่ผลกระทบอยู่ที่ท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดในจังหวัดจันทบุรี ด้วยงบประมาณประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาแหล่งน้ำรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ตัวเลขสำคัญและขอบเขตผลกระทบ
คำประกาศจากรัฐบาลระบุว่าอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะมีความจุราว 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานประมาณ 87,700 ไร่ อย่างไรก็ดี ข้อมูลพื้นที่ที่จะถูกกักเก็บน้ำแสดงให้เห็นว่าจะมีพื้นที่ป่าถูกจมน้ำรวมประมาณ 11,982 ไร่ ซึ่งเป็นสัดส่วนสำคัญของระบบนิเวศท้องถิ่น
| ข้อมูล | ตัวเลข |
|---|---|
| ความจุอ่างเก็บน้ำ | 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร |
| พื้นที่ชลประทานที่รองรับ | 87,700 ไร่ |
| พื้นที่ป่าที่จะถูกจมน้ำ | 11,982 ไร่ |
| พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น | 6,191 ไร่ |
| พื้นที่ป่าสงวนป่าขุนซ่อง | 5,791 ไร่ |
| จำนวนต้นไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง >= 10 ซม. | ประมาณ 340,000 ต้น |
ความกังวลด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า
ข้อมูลที่เผยแพร่ในพื้นที่แสดงว่าผืนป่าที่จะได้รับผลกระทบประกอบด้วยส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นและป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ ทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่และแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า—รวมถึงช้างป่าและสัตว์ป่าหลายชนิด ซึ่งไม่อาจชดเชยด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียว
เสียงจากท้องถิ่น
“ข่าวนี้อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับคนกรุงเทพฯ แต่เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนเมืองจันท์” — สรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์)
คำกล่าวจากบุคคลที่ติดตามปัญหานี้สะท้อนความไม่สบายใจในชุมชนต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของคนท้องถิ่นอย่างเพียงพอ ทั้งยังตั้งคำถามถึงการจัดสรรผลประโยชน์จากน้ำที่กักเก็บได้ว่าจะลงถึงชาวสวนและประชาชนทั่วไปในสัดส่วนใด เมื่อเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญเพื่อรองรับการพัฒนา EEC
ประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องตอบ
โครงการขนาดนี้ยกประเด็นสำคัญหลายด้านที่หน่วยงานรัฐและผู้เกี่ยวข้องต้องชี้แจง ได้แก่:
- มาตรการลดผลกระทบต่อป่าและสัตว์ป่า พร้อมแผนการชดเชยที่ชัดเจน
- หลักเกณฑ์การจัดสรรน้ำระหว่างภาคเกษตร ประชาชน และภาคอุตสาหกรรม
- การมีส่วนร่วมของชุมชนและการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
ผลประโยชน์กับต้นทุนที่ต้องพิจารณา
รัฐบาลชี้ว่าการสร้างอ่างเก็บน้ำจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่เกษตรและภาคอุตสาหกรรมของภาคตะวันออก แต่สิ่งที่ปรากฏในพื้นที่คือการแลกเปลี่ยนระหว่างแหล่งน้ำและผืนป่า มูลค่าการก่อสร้างที่ประมาณ 7,200 ล้านบาท จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนโครงการ หากนับรวมมูลค่าทรัพยากรป่าไม้และบริการระบบนิเวศที่อาจหายไป
ทางเลือกและขั้นตอนถัดไป
ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดขั้นตอนถัดไปที่ชัดเจนในเอกสารสาธารณะ นอกจากความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โครงการยังต้องผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการพิจารณาเชิงเทคนิคในระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หน่วยงานราชการ นักอนุรักษ์ และชุมชนท้องถิ่นสามารถยื่นข้อเสนอหรือแสดงความกังวลได้
ประชาชนในจังหวัดจันทบุรี เจ้าของพื้นที่ และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมคงต้องติดตามการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อประเมินผลกระทบจริงและความเป็นธรรมในการแบ่งปันน้ำที่ถูกอ้างว่าจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค