มูลนิธิสืบนาคะเสถียรออกโรงชี้แจงและตอบโต้กรณีที่ ส.ส.จันทบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ตำหนิการคัดค้านโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด โดยยืนยันว่าการจัดสรรน้ำเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่องค์กรภาคประชาสังคมด้านอนุรักษ์ และระบุว่าจะเดินหน้าฟ้องศาลเพื่อขอเพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (EHIA) ของโครงการ
ปมโต้แย้งระหว่างภาคประชาสังคมกับผู้แทนราษฎร
กรณีเริ่มจากการที่ พลตำรวจโท สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ ส.ส.จันทบุรี เขต 1 ถูกเผยแพร่ข้อความตั้งคำถามถึงมูลนิธิสืบฯ ว่าเวลาชาวสวนประสบภัยแล้งนั้นมูลนิธิอยู่ที่ใด ขณะที่มูลนิธิสืบฯ ตอบกลับโดยชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่าองค์กรไม่ใช่หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดสรรน้ำให้ประชาชน แต่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมชี้ว่าการศึกษาผลกระทบ (EHIA) ของโครงการมีการหมกเม็ดข้อมูลที่สำคัญ
ข้อเสนอและจุดยืนของมูลนิธิ
ในคำชี้แจง มูลนิธิสืบฯ ระบุว่าในขั้นแรกหน่วยงานได้เสนอให้ปรับลดขนาดอ่างเก็บน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เป็นบ้านของสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น พร้อมยังคำนึงถึงความจำเป็นของประชาชนในการเข้าถึงน้ำ แต่เมื่อตัดสินใจใช้สิทธิฟ้องต่อศาลแล้ว มูลนิธิแจ้งว่าจะไม่ยกเรื่องการลดขนาดอ่างกลับขึ้นมาอีก
“หน้าที่ช่วยประชาชนในการจัดสรรน้ำให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ NGO ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมค่ะ”
นอกจากนี้ มูลนิธิยังเตือนถึงผลกระทบต่อพื้นที่ป่าธรรมชาติ หากโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำดำเนินการต่อไป โดยระบุว่าการสร้างอ่างจะส่งผลให้พื้นที่ป่าของอุทยานถูกบุกรุก โดยยกตัวเลขพื้นที่ว่าจะมีการส่งผลกระทบต่อป่าเขาสิบห้าชั้นกว่า 6,000 ไร่
คำถามเชิงนโยบาย: บริหารจัดการน้ำแบบเดิมยังพอใช้ได้หรือไม่
มูลนิธิสืบฯ ตั้งคำถามต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบเดิมในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเห็นว่าเมื่อพื้นที่ป่าธรรมชาติถูกทำลายต่อเนื่อง รัฐจำเป็นต้องพิจารณาวิธีการจัดการน้ำที่ไม่ทำลายต้นทุนทางธรรมชาติ
ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กว้างขึ้น ได้แก่ การตั้งเป้าพื้นที่ป่าในระดับประเทศ ทิศทางการอนุรักษ์กับการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ชนกัน และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจไม่ครอบคลุมมิติความหลากหลายทางชีวภาพ
จุดที่มูลนิธิเข้าตรวจสอบใน EHIA
มูลนิธิระบุว่าทีมนักวิชาการด้านป่าไม้ สัตว์ป่า และเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งเครือข่ายองค์อนุรักษ์ ได้ร่วมกันตรวจอ่านรายงาน EHIA ของโครงการและพบประเด็นที่มีความบกพร่อง ซึ่งเป็นต้นทางของการตัดสินใจระดับนโยบาย โดยผลการพิจารณาและรายละเอียดของข้อบกพร่องจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่นำสู่การฟ้องคดี
- ประเด็นหลัก—มูลนิธิชี้ว่า EHIA มีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง
- ผลกระทบด้านพื้นที่ป่า—อาจส่งผลกระทบต่อเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น และทรัพยากรสัตว์ป่าในพื้นที่
- บทบาทของรัฐ—การจัดสรรน้ำเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐ มากกว่าจะเป็นภารกิจของ NGO ด้านอนุรักษ์
| ประเด็น | ข้อมูลจากมูลนิธิ |
|---|---|
| พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ | เขาสิบห้าชั้น กว่า 6,000 ไร่ |
| ข้อเรียกร้องเบื้องต้น | ขอให้ทบทวนขนาดอ่าง และตรวจสอบความครบถ้วนของ EHIA |
การเผชิญหน้าทางถ้อยคำระหว่างภาคประชาสังคมกับผู้แทนราษฎร สะท้อนความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อประเด็นการพัฒนาและการอนุรักษ์ขัดกัน และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีข้อมูลที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดหลักวิชาการในการตัดสินใจ
ในขั้นตอนต่อไปมูลนิธิสืบฯ จะเดินหน้าทางกฎหมายเพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอน EHIA ของโครงการ ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานรัฐและชุมชนท้องถิ่นยังต้องติดตามผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งหากศาลรับคำฟ้องและมีการเพิกถอน อาจส่งผลให้โครงการต้องหยุดชะงักหรือปรับรูปแบบใหม่ตามข้อเสนอของฝ่ายอนุรักษ์
สำหรับประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องสำคัญที่จะติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและอ่านเอกสาร EHIA ด้วยความรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจด้านการพัฒนาเป็นไปโดยคำนึงถึงทั้งความจำเป็นด้านน้ำของชุมชนและการรักษาต้นทุนทางธรรมชาติในระยะยาว