เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการรั้วชายแดนและถนนตรวจการณ์ตามแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ว่าโครงการดังกล่าวเป็นความพยายามด้านความมั่นคงของรัฐที่มีความจำเป็นในระดับชาติเพื่อปกป้องอธิปไตยและยับยั้งการกระทำผิดกฎหมายข้ามพรมแดน
“โครงการนี้เป็นโครงการความมั่นคงระดับชาติที่มีความจำเป็นสูงสุด เพื่อปกป้องอธิปไตย สกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ปราบปรามยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายข้ามแดน”
โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยชี้ว่า การดำเนินงานสร้างหลักหมุดชั่วคราวและติดตั้งแนวรั้วพร้อมถนนตรวจการณ์ในระยะห่างประมาณ 50 เมตร ทำให้แนวเขตพื้นที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำกินของประชาชนในพื้นที่ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน
ขอบเขตผลกระทบและจำนวนผู้ได้รับผล
จากข้อมูลที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอโป่งน้ำร้อนได้รับ ราษฎรที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนรวม66 รายครอบคลุม68 แปลงของที่ดิน ตามคำร้องระบุเนื้อที่เป็นจำนวนทั้งสิ้น863 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา ซึ่งบางส่วนเป็นพื้นที่ทำการเกษตรที่ชาวบ้านยังใช้ประโยชน์อยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์
กองทัพระบุว่า เมื่อพบว่าพื้นที่บางส่วนที่ชาวบ้านอ้างสิทธิใช้ประโยชน์ตกอยู่ในเขตแดนฝั่งกัมพูชา จึงไม่สามารถกลับเข้าไปทำกินได้ตามปกติ และกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยหลักลงพื้นที่พูดคุยและสำรวจข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ
ขั้นตอนการประสานงานเพื่อช่วยเหลือ
งานประสานระหว่างกองทัพและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นจะเน้นการจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) หรือตามกลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาหรือจัดสรรที่ดินทำกินในกรอบกฎหมายและระเบียบราชการต่อไป
- หน่วยงานหลักลงพื้นที่: กระทรวงมหาดไทย
- ผู้ประสานบนพื้นที่: ฝ่ายปกครองอำเภอและศูนย์ดำรงธรรม
- กลไกพิจารณา: คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กองบัญชาการกองทัพไทยระบุด้วยว่า จะยังคงปฏิบัติภารกิจด้านการลาดตระเวนและตรวจตราตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดนในระยะยาว ทั้งการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและการค้าสิ่งผิดกฎหมายข้ามพรมแดน
ปัญหาสิทธิและชุมชนชายแดน
กรณีนี้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบริเวณพื้นที่ชายแดน คือความไม่ชัดเจนของการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ของชาวบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือโฉนด ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนแนวเขตหรือสร้างสิ่งปลูกสร้างเชิงโครงสร้างความมั่นคง ย่อมเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและรายได้ของชุมชนได้โดยตรง
การแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องประสานทั้งมาตรการด้านความมั่นคงและแนวทางทางสังคมเศรษฐกิจ เช่น การสำรวจข้อมูลที่เป็นรูปธรรม การพิจารณาเยียวยาตามระเบียบ การจัดหาที่ทำกินทดแทน หรือการให้ความช่วยเหลือเชิงอาชีพแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ต้องยึดหลักความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน
สิ่งที่คาดหวังจากหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลาง
ชาวบ้านผู้ยื่นคำร้องต้องการให้หน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างเร่งด่วนและชัดเจน ได้แก่ การสำรวจพื้นที่โดยผู้มีอำนาจ การกำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยและเยียวยา และการสื่อสารที่เปิดเผยถึงแผนงานในระยะต่อไป เพื่อให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
| หัวข้อ | จำนวนที่ระบุ |
|---|---|
| ผู้ได้รับผลกระทบ | 66 ราย |
| แปลงที่ได้รับผล | 68 แปลง |
| เนื้อที่รวมตามคำร้อง | 863 ไร่ 1 งาน 48 ตร.ว. |
ความรัดกุมของการดำเนินงานและการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานระดับชาติและท้องถิ่นจะเป็นตัวชี้วัดว่าผลกระทบจากนโยบายความมั่นคงจะถูกจัดการอย่างเป็นธรรมต่อประชาชนหรือไม่ ประชาชนและองค์กรท้องถิ่นต่างจับตาการลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลและการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในขั้นต่อไป