ตั้งข้อสังเกตต่อการรายงานสถานการณ์
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569 นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามต่อการทำงานของคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน หลังมีผู้แทนเข้ารายงานสถานการณ์การทรมานและการบังคับสูญหายในประเทศไทย โดยนางอังคณาระบุว่า คณะกรรมการมีสมาชิกหลายสิบคน แต่ผู้เข้ารายงานมีเพียง 3 คน
เนื้อหาที่เผยแพร่เป็นการสะท้อนข้อสังเกตของนางอังคณาต่อกระบวนการชี้แจงและการบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนผู้เข้ารายงาน หากยังครอบคลุมถึงการติดตามผู้สูญหาย การคุ้มครองบุคคลที่อาจเผชิญอันตราย และความรับผิดของหน่วยงานรัฐต่อคำร้องเรียนที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ แหล่งข่าวที่ปรากฏไม่ได้ระบุคำชี้แจงจากคณะกรรมการหรือกระทรวงยุติธรรมในประเด็นดังกล่าว
“นี่ถามคำถามไปแค่ 10 กว่าข้อ ไม่ตอบเลยสักข้อ ถามซ้ำก็ยังไม่ตอบ”
กฎหมายต้องนำไปสู่การค้นหาผู้สูญหาย
นางอังคณาระบุว่า การมีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ไม่ควรถือเป็นจุดสิ้นสุดของการแก้ปัญหา แต่ต้องนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง เพื่อให้ทราบว่าผู้ถูกบังคับสูญหายอยู่ที่ใด และเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลเหล่านั้น
ตามข้อมูลในโพสต์ เธอตั้งข้อสังเกตว่า นับจากกฎหมายมีผลใช้บังคับมาแล้วราว 3 ปี คณะกรรมการประชุมไปเพียง 5 ครั้ง และยังไม่สามารถสืบสวนจนทราบที่อยู่หรือชะตากรรมของผู้ถูกบังคับสูญหายได้แม้แต่รายเดียว ข้อกล่าวหานี้สะท้อนคำถามเชิงประสิทธิภาพของกลไกตามกฎหมายว่า มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนเพียงใด มีการติดตามคดีอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และครอบครัวผู้สูญหายได้รับข้อมูลจากรัฐมากน้อยเพียงใด
| ประเด็นที่ระบุในโพสต์ | ข้อมูล |
|---|---|
| จำนวนผู้เข้ารายงาน | 3 คน |
| จำนวนคำถามที่ยกขึ้น | มากกว่า 10 ข้อ |
| จำนวนครั้งที่คณะกรรมการประชุม | 5 ครั้ง |
| ระยะเวลาหลังมีกฎหมาย | ประมาณ 3 ปี |
จับตาหลักไม่ส่งกลับบุคคลสู่อันตราย
อีกประเด็นที่นางอังคณาระบุว่าไม่ปรากฏในรายงาน คือ หลักการไม่ส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่อาจเป็นอันตราย หรือหลักที่รู้จักกันในทางสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่า การไม่ผลักดันกลับสู่อันตราย โดยเธออ้างถึงข้อกังวลของคณะทำงานแห่งสหประชาชาติ กรณีผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับจีนโดยการบังคับ
โพสต์ดังกล่าวยังระบุว่า คณะทำงานของสหประชาชาติแสดงความกังวลต่อการที่ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรม สถานที่อยู่ และความเป็นอยู่ของบุคคลกลุ่มนี้ รวมถึงชาวอุยกูร์บางส่วนที่ยังอยู่ในเรือนจำ ประเด็นนี้จึงเกี่ยวข้องทั้งกับการคุ้มครองผู้ลี้ภัย การปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศ และมาตรฐานระหว่างประเทศที่รัฐไทยต้องพิจารณาในการดำเนินการกับบุคคลที่อาจเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือการละเมิดสิทธิ
คำถามเรื่องการคุ้มครองญาติและผู้ร้องเรียน
นางอังคณายังตั้งคำถามถึงการคุกคามญาติของผู้สูญหาย รวมถึงกรณีร้องเรียนหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่า จะมีการตรวจสอบเมื่อใด ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของครอบครัวผู้เสียหาย เพราะการค้นหาความจริงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในชั้นสอบสวน แต่ยังต้องทำให้ผู้ให้ข้อมูลและญาติสามารถติดตามเรื่องได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกกดดันหรือถูกคุกคาม
นอกจากนั้น เธอยังกล่าวถึงรายงานของผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการคุกคามบุคคลที่ติดต่อกับองค์การสหประชาชาติ โดยระบุว่ามี 32 ประเทศถูกกล่าวถึงในรายงาน และในจำนวนดังกล่าวมี 9 ประเทศเป็นสมาชิกของคณะมนตรีชุดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เผยแพร่ไม่ได้แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีเฉพาะราย จึงควรตรวจสอบจากรายงานต้นฉบับและคำชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
ข้อสงสัยต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ
ประเด็นทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกเรื่อง คือ เหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่ถอนข้อสงวนต่อข้อบทที่ 30 ของอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกี่ยวพันกับการยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นางอังคณาระบุว่า หากการทำให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จึงเรียกร้องให้รัฐอธิบายจุดยืนและเหตุผลอย่างชัดเจน
เธอยังถามถึงการที่ประเทศไทยไม่ได้ตอบรับคำขอเยือนอย่างเป็นทางการของผู้รายงานพิเศษด้านการทรมาน และคณะทำงานว่าด้วยการบังคับสูญหาย ซึ่งมีการส่งหนังสือถึงประเทศไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2554 และวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างอิงตามโพสต์ของนางอังคณา ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับสถานะของคำขอและเหตุผลของฝ่ายรัฐยังไม่ปรากฏในแหล่งข่าวที่ได้รับ
ความโปร่งใสคือบททดสอบของกลไกใหม่
แก่นของข้อวิจารณ์ครั้งนี้อยู่ที่ช่องว่างระหว่างการประกาศใช้กฎหมายกับผลที่ประชาชนสัมผัสได้จริง หากกลไกของรัฐไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับผู้สูญหาย ไม่ชี้แจงความคืบหน้าของคำร้อง และไม่คุ้มครองญาติหรือผู้ให้ข้อมูลได้อย่างเพียงพอ ความเชื่อมั่นต่อกฎหมายย่อมถูกตั้งคำถาม
- ต้องเปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบคดีการทรมานและการบังคับสูญหายตามขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
- ต้องชี้แจงหลักเกณฑ์การคุ้มครองญาติ ผู้ร้องเรียน และผู้ให้ข้อมูล
- ต้องอธิบายท่าทีต่อคำขอเยือนและข้อกังวลจากกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
- ต้องทำให้การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบได้ ทั้งจำนวนการประชุมและผลที่เกิดขึ้น
สำหรับจังหวัดเลยและพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับหลักประกันพื้นฐานว่าประชาชนจะได้รับการคุ้มครองจากการใช้อำนาจโดยมิชอบเพียงใด การตรวจสอบจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การมีคณะกรรมการหรือการจัดทำรายงาน แต่ควรนำไปสู่คำตอบที่ตรวจสอบได้และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านยังจำเป็นต้องรับฟังคำชี้แจงจากคณะกรรมการและหน่วยงานรัฐที่ถูกตั้งคำถามต่อไป