จันทบุรี — เครือข่ายภาคประชาชนและชาวบ้านในจังหวัดจันทบุรีเตรียมรวมตัวบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2569 เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณของโครงการดังกล่าว
สาเหตุการเคลื่อนไหว
การเรียกรวมตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2569 โดยกำหนดงบประมาณกรอบไว้จำนวน 7,200 ล้านบาท และระบุระยะเวลาดำเนินโครงการเป็นเวลา 7 ปี ครอบคลุมปีงบประมาณ พ.ศ.2570–2576 ฝ่ายคัดค้านยืนยันว่าการดำเนินงานตามโครงการจะแลกมาด้วยการทำลายพื้นที่ป่าและผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่าในพื้นที่
ตัวเลขสำคัญของโครงการ
ตามข้อมูลที่เปิดเผย โครงการมีความจุของอ่างประมาณ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีเป้าหมายสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ นอกจากนี้ กลุ่มผู้คัดค้านอ้างข้อมูลของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรว่า แม้โครงการจะมีการปรับลดขนาด แต่พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบยังคงรวมพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนจำนวนมาก
| รายการ | จำนวน/พื้นที่ |
|---|---|
| งบประมาณกรอบโครงการ | 7,200 ล้านบาท |
| ความจุอ่าง | 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร |
| พื้นที่ชลประทานเป้าหมาย | 87,700 ไร่ |
| พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นที่ได้รับผลกระทบ | 6,191 ไร่ |
| พื้นที่ป่าสงวนป่าขุนซ่องที่ได้รับผลกระทบ | 5,791 ไร่ |
| พื้นที่รวมที่คาดว่าจะถูกกระทบ | เกือบ 12,000 ไร่ |
ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ผู้คัดค้านระบุว่าพื้นที่ป่าที่จะถูกน้ำท่วมหรือถูกใช้ประโยชน์เพื่อลงทุนโครงการอาจเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิดและมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศในพื้นที่ ภาคประชาชนตั้งคำถามถึงความชัดเจนของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) รวมทั้งมาตรการเยียวยาและการทดแทนที่อาจไม่เพียงพอสำหรับการสูญเสียผืนป่าและวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น
- กังวลผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติและป่าสงวน
- ตั้งคำถามการจัดสรรน้ำว่าเพื่อประโยชน์ชุมชนท้องถิ่นจริงหรือเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่ในภูมิภาค
- เรียกร้องความโปร่งใสในข้อมูลโครงการและกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ
จุดยืนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้านกรมชลประทานแถลงว่าข้อมูลโครงการที่นำมาดำเนินการนั้นอ้างอิงจากรายงาน EHIA ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาทางสิ่งแวดล้อมและโครงการมีมาตรการเพื่อลดผลกระทบและดูแลระบบนิเวศควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านยังต้องการหลักฐานเชิงปฏิบัติว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลจริงและเพียงพอ
ผลกระทบต่อการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำในภูมิภาค
โครงการดังกล่าวถูกนำเสนอว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกและรองรับการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) แต่ข้อถกเถียงสำคัญคือการใช้น้ำที่ได้จากอ่างจะกระจายให้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดจันทบุรีมากน้อยเพียงใด หากน้ำส่วนใหญ่ถูกผูกกับการลงทุนอุตสาหกรรมหรือโครงการระดับภูมิภาค ประชาชนในพื้นที่อาจไม่ได้รับประโยชน์ตามที่คาดหวัง
ความเคลื่อนไหวต่อจากนี้
กลุ่มผู้คัดค้านระบุว่าจะใช้การชุมนุมวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2569 เป็นเวทีเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทบทวนโครงการ พร้อมทั้งเรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนการดำเนินการขั้นต่อไป ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงรายละเอียดมาตรการเยียวยาและแผนการบริหารจัดการน้ำให้ชัดเจนเพื่อคลายความกังวลของชุมชน
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างนโยบายพัฒนาทรัพยากรน้ำกับการอนุรักษ์พื้นที่ป่าและระบบนิเวศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานกำกับดูแลต้องหาทางประนีประนอมด้วยข้อมูลและหลักฐานที่โปร่งใส