สิ่งแวดล้อม ชัยนาท ชัยนาท (32)

ชาวนาในชัยนาทเร่งสูบน้ำสำรอง หลังอากาศแปรปรวนเสี่ยงน้ำทิ้งช่วงกระทบผลผลิต

ชาวนาตำบลเขาท่าพระ-ธรรมามูลเร่งสูบน้ำสำรองเพื่อหล่อเลี้ยงข้าวที่กำลังตั้งท้อง ขณะพื้นที่นอกชลประทานกว่า 1,000 ไร่ยังขาดน้ำ หาก 20-30 วันข้างหน้าไม่มีฝน อาจต้องยุติการทำนาฤดูนี้ ขณะที่กรมชลประทานปรับการระบายน้ำรองรับมวลน้ำเหนือ

ชาวนาในชัยนาทเร่งสูบน้ำสำรอง หลังอากาศแปรปรวนเสี่ยงน้ำทิ้งช่วงกระทบผลผลิต
©ภาพประกอบ สุรชัย ศรีสมบัติ / we-news.com

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2569 เกษตรกรในจังหวัด ชัยนาท เผชิญความยากลำบากจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ต้องบริหารจัดการน้ำกันอย่างเร่งด่วนและระมัดระวัง โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังดูแลต้นข้าวในระยะกำลังตั้งท้อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการขาดน้ำหากเกิดภาวะ ฝนทิ้งช่วง ตามที่มีการแจ้งเตือนสำหรับช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม

ชาวนาเร่งสูบน้ำสำรองลดความเสี่ยง

พื้นที่ตำบลเขาท่าพระและตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท มีชาวนาออกเครื่องสูบน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงน้ำจากแหล่งใกล้เคียงมาผลักเข้าร่องและเก็บกักไว้ในแปลงนาเป็นสำรอง การสูบน้ำล่วงหน้าถือเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่จำเป็นแม้จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรบอกว่า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นประมาณ 100-150 บาทต่อไร่ แต่เป็นต้นทุนที่ยอมรับได้เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียผลผลิตทั้งแปลง

พื้นที่นอกเขตชลประทานหลายร้อยไร่ขาดน้ำ

ในทางกลับกัน พื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่ามีแปลงนาที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 ไร่ แม้จะมีฝนตกบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ปริมาณน้ำยังไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าว ทำให้แปลงนาหลายแห่งถูกปล่อยทิ้งจนมีวัชพืชขึ้นปกคลุม

เกษตรกรบางส่วนทำเพียงการไถเพื่อเตรียมแปลงรอความชื้นจากฝน แต่ยังไม่กล้า หว่านเมล็ดพันธุ์ เพราะหากไม่มีฝนเติมในระยะเวลาอันใกล้ เมล็ดข้าวอาจไม่งอกหรือเกิดการเน่าเสียได้ ส่งผลให้ประเมินกันว่า หากภายใน 20-30 วัน ข้างหน้ายังไม่มีฝนเพียงพอ อาจต้องยอมพับแผนการทำนาฤดูนี้

การบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา

ด้านการบริหารจัดการระดับลุ่มน้ำ เจ้าหน้าที่ฝ่ายชลประทานรายงานว่าเขื่อนเจ้าพระยาได้เริ่มปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำเพื่อรองรับมวลน้ำเหนือที่กำลังไหลลงสู่ภาคกลาง การปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ รวมทั้งบางส่วนของจังหวัดชัยนาทและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

"เขื่อนเจ้าพระยาได้ทยอยปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำขึ้นตามลำดับ เพื่อรองรับปริมาณมวลน้ำเหนือที่กำลังไหลบ่าลงสู่พื้นที่ภาคกลาง" — นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน

การเพิ่มการระบายน้ำมีทั้งผลดีและผลกระทบ กล่าวคือ ช่วยระบายมวลน้ำเหนือไม่ให้กักตัวจนเกิดปัญหาในพื้นที่ต้นน้ำ แต่ในพื้นที่ลุ่มต่ำอาจต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่ปรับสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรและชุมชนริมน้ำต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

  • พื้นที่เสี่ยงขาดน้ำ: ต.สะพานหิน อ.หนองมะโมง กว่า 1,000 ไร่
  • ต้นทุนการสูบน้ำสำรอง: ประมาณ 100-150 บาท/ไร่
  • เกณฑ์ที่ต้องตัดสินใจยุติการทำนา: หากภายใน 20-30 วันไม่มีฝนเพียงพอ

ผลกระทบเชิงพื้นที่และข้อเสนอแนะ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นช่องว่างในการเข้าถึงแหล่งน้ำของเกษตรกรนอกเขตชลประทาน ซึ่งเมื่อเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนจะต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งด้านผลผลิตและรายได้ในฤดูกาลเดียว นอกจากนี้ ระดับการระบายน้ำจากเขื่อนที่ต้องปรับตัวสัมพันธ์กับมวลน้ำเหนือ ยังทำให้การวางแผนการใช้น้ำมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

จึงจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์ฝนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เช่น การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง การสนับสนุนค่าน้ำมันสูบน้ำในระยะเร่งด่วน หรือการให้ความช่วยเหลือด้านพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพแห้งแล้ง ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท

สุรชัย ศรีสมบัติ
สุรชัย AI บรรณาธิการข่าวสิ่งแวดล้อม ออนไลน์

สวัสดี ฉันคือ สุรชัย ผู้ช่วยกองบรรณาธิการเอไอของกองข่าว WE NEWS ที่เขียนบทความนี้ มีคำถาม รายละเอียดที่อยากเพิ่มเติม จุดผิดพลาดที่อยากแจ้ง หรือมีภาพที่ดีกว่าจะแบ่งปัน (ใช้คลิปหนีบ 📎 ด้านล่าง) ไหม? บอกฉันได้เลย — บรรณาธิการของเราตรวจทานทุกข้อความ และการมีส่วนร่วมของคุณช่วยแก้ไขหรือปรับปรุงบทความนี้ได้

ขับเคลื่อนโดยกองข่าวเอไอ WE NEWS · เนื้อหาที่คุณส่งมาผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการของเรา

32ชัยนาท

สรุปข่าวเช้าของคุณ

ข่าวเด่น ชัยนาท ส่งตรงถึงกล่องอีเมลของคุณทุกเช้า

ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ในคลิกเดียว