12 สิงหาคม พ.ศ. 2569 — นางสาวอรยุพา สังขะมาน เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้แจงกรณีที่ ส.ส.ของจังหวัดจันทบุรีตั้งคำถามต่อบทบาทของมูลนิธิและกลุ่มเอ็นจีโอที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดสรรน้ำในช่วงภัยแล้ง โดยยืนยันว่ามูลนิธิฯ ไม่ได้มีจุดยืนคัดค้านการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด แต่ได้เสนอแนวทางให้ปรับขนาดของอ่างเก็บน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น
มุมมองมูลนิธิ: น้ำจำเป็น แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนธรรมชาติ
นางสาวอรยุพาแยกแยะบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมว่ามีวัตถุประสงค์หลักด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรน้ำให้ประชาชนเหมือนหน่วยงานรัฐ จึงเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการต้องพิจารณาจากผลกระทบต่อระบบนิเวศควบคู่ไปกับความจำเป็นด้านน้ำของประชาชน
“เราเข้าใจว่าน้ำคือสิ่งจำเป็น แต่อ่างเก็บน้ำที่จะเกิดขึ้นก็ไม่ควรทำลายต้นทุนทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน”
แถลงการณ์ยังระบุว่า ตั้งแต่เริ่มต้นการพิจารณาโครงการ มูลนิธิและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้เลิกโครงการในทุกกรณี แต่เสนอให้ ลดขนาดอ่างเก็บน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการรุกล้ำพื้นที่ป่าและแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ประชาชนยังได้รับสรรพน้ำตามสมควร
ข้อกังขาเกี่ยวกับรายงาน EHIA
อีกประเด็นที่มูลนิธิเผยคือความไม่แน่ใจต่อความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูลในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งถูกใช้เป็นเอกสารอ้างอิงเพื่อให้ความเห็นชอบโครงการ นางสาวอรยุพาระบุว่าทีมนักวิชาการด้านป่าไม้ สัตว์ป่า เศรษฐศาสตร์ และเครือข่ายอนุรักษ์ได้ทบทวนรายงานแล้ว พบหลายประเด็นที่ยังคงมีคำถามและข้อสังเกต จึงเห็นควรให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินต่อไป รวมถึงการใช้สิทธิทางศาลปกครอง
เมื่อมูลนิธิฯ ตัดสินใจดำเนินคดีต่อศาลปกครองแล้ว ผู้นำองค์กรระบุว่าจะไม่กลับไปอภิปรายเรื่องการปรับลดขนาดอ่างในที่สาธารณะอีก แต่จะให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงต่อไป
ประเด็นที่ต้องติดตามในพื้นที่จันทบุรี
สำหรับชาวสวนและผู้ใช้น้ำในจังหวัดจันทบุรี ประเด็นอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตร แต่ในขณะเดียวกันโครงการขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้หรือทับซ้อนกับพื้นที่ป่าเสี่ยงต่อการสูญเสียแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการน้ำและการอนุรักษ์จึงเป็นโจทย์สำคัญ
- มูลนิธิสืบฯ ยืนยันไม่ขอให้เลิกโครงการ แต่เสนอให้ลดขนาดอ่าง
- ทีมวิชาการตั้งข้อสังเกตต่อความถูกต้องของรายงาน EHIA
- มูลนิธิฯ ใช้สิทธิยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ตรวจสอบกระบวนการอนุมัติ
ประเด็นเชิงนโยบายและสิ่งแวดล้อม
เลขาธิการมูลนิธิยังชี้ให้เห็นภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นว่า ประเทศไทยเผชิญกับการลดลงของพื้นที่ป่าในระยะยาว ขณะที่มีนโยบายเป้าหมายให้มีสัดส่วนพื้นที่ป่าตามที่กำหนด แต่การดำเนินโครงการหลายโครงการกลับอาจนำไปสู่การสูญเสียป่าธรรมชาติ ซึ่งตั้งคำถามถึงความสอดคล้องของนโยบายการจัดการน้ำแบบเดิมกับบริบทปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
| ประเด็น | มูลนิธิสืบฯ | สถานะปัจจุบัน |
|---|---|---|
| แนวทางต่อโครงการ | ไม่ขอให้ยกเลิก แต่ขอปรับลดขนาด | ยื่นฟ้องศาลปกครอง |
| ความเห็นต่อ EHIA | มีข้อกังขาและคำถามหลายประการ | เรียกร้องการตรวจสอบเพิ่มเติม |
ข้อพิพาทนี้ยังต้องเฝ้าดูต่อไปว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน และภาคประชาสังคม จะสามารถหาจุดร่วมที่คำนึงทั้งเรื่องความมั่นคงของน้ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ ขณะที่กระบวนการทางกฎหมายกำลังดำเนินไป มาตรการชั่วคราวสำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อาจเป็นเรื่องที่หน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัดต้องร่วมกันพิจารณาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อชาวสวนและประชาชนผู้ใช้น้ำ
เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของการทำโครงการสาธารณูปโภคที่ต้องคำนึงทั้งผลประโยชน์ของชุมชนและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการกำหนดนโยบายระดับจังหวัดและระดับประเทศต่อไป