การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์สิ้นสุดการนับคะแนนแล้วในค่ำวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2569 ผลปรากฏว่า นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล หรือที่รู้จักกันในชื่อ "นายกไข่มุก" ผู้สมัครจาก พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนอย่างท่วมท้น ขณะที่ผู้ท้าชิงสำคัญซึ่งลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระตามที่รายงานมีคะแนนตามหลังอย่างมาก
ตัวเลขสำคัญจากการเลือกตั้ง
การนับคะแนนแล้วเสร็จจากทั้ง 1,668 หน่วยเลือกตั้ง ในจังหวัดทำให้เห็นภาพรวมการมีส่วนร่วมและผลคะแนนอย่างชัดเจน โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| หน่วยเลือกตั้งทั้งหมด | 1,668 หน่วย |
| ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง | 784,773 คน |
| ผู้มาใช้สิทธิ | 401,232 คน (ร้อยละ 51.13) |
| คะแนนผู้ชนะ (น.ส.เฉลิมขวัญ) | 306,674 คะแนน |
| คะแนนผู้ได้อันดับสอง (นายประเสริฐ) | 68,404 คะแนน |
ความหมายของผลการเลือกตั้งต่อการบริหารท้องถิ่น
ชัยชนะของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยในระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสะท้อนทั้งความต่อเนื่องของการบริหารและความไว้วางใจจากผู้มาใช้สิทธิในรอบนี้ อย่างไรก็ดี การมาใช้สิทธิร้อยละ 51 ก็ชี้ให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าร่วมการลงคะแนน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการทำงานด้านการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและการสื่อสารนโยบายสาธารณะของ อบจ.
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
- แนวนโยบายและโครงการที่ผู้ชนะจะนำมาขับเคลื่อนตลอดสมัยบริหารว่าจะแตกต่างหรือสานงานเดิมอย่างไร
- การจัดสรรงบประมาณและความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ และภาคประชาสังคม
- การเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของประชาชนในเวทีท้องถิ่น เพื่อให้การตัดสินใจสะท้อนความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง
จากรายงานที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการติดตามบันทึกการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี และคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสังเกตการลงคะแนนในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์หลายหน่วยเพื่อประเมินการจัดการเลือกตั้ง การอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้สิทธิ และความเรียบร้อยของกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยได้รับการติดตามการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคงความโปร่งใสของการดำเนินการ
บริบทการเมืองท้องถิ่น
การเลือกตั้งระดับ อบจ. มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการพื้นที่ เพราะ อบจ. รับผิดชอบงานสาธารณูปโภคที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น ถนนสาธารณะ ระบบสุขาภิบาล และการสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น การที่ผู้บริหารชุดเดิมได้รับเลือกอีกสมัยจึงหมายความว่าช่วงที่ผ่านมาอาจได้รับความเห็นชอบจากผู้ที่มาใช้สิทธิ แต่ในขณะเดียวกันผู้ไม่มาใช้สิทธิก็เป็นเสียงสำคัญที่หน่วยบริหารต้องพิจารณา
ด้านการเมืองในพื้นที่ จะต้องจับตาว่าการทำงานของนายก อบจ. ชุดใหม่จะดำเนินตามกรอบนโยบายพรรคหรือมีรูปแบบการประสานงานร่วมกับผู้แทนจากพรรคอื่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นงบประมาณและโครงการพัฒนาพื้นที่ซึ่งมักเป็นหัวใจของความคาดหวังของประชาชน
สรุปได้ว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณของความต่อเนื่องทางการบริหารท้องถิ่น แต่ยังท้าทายทั้งด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนและการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนในภาพรวม