สิ่งแวดล้อม เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ (14)

กระทรวงเกษตรเร่งจำกัดวงปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว เตรียมลงพื้นที่กาฬสินธุ์ 26 ก.ย.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ แจงยังไม่สามารถกำจัดปลาหมอคางดำทั้งหมดได้ในระยะสั้น ต้องอาศัยมาตรการควบคุมแบบบูรณาการ พร้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปลายเดือนนี้

กระทรวงเกษตรเร่งจำกัดวงปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว เตรียมลงพื้นที่กาฬสินธุ์ 26 ก.ย.
©ภาพประกอบ สุรชัย ศรีสมบัติ / we-news.com

แนวทางรับมือแบบบูรณาการ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569 ที่กรมประมง ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงความคืบหน้าในการจัดการกับกรณีการพบ ปลาหมอคางดำ ในพื้นที่บริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถขจัดปัญหาให้หมดไปได้ภายในเวลาอันสั้น แต่จะมุ่งไปที่การควบคุมและจำกัดการแพร่กระจายให้อยู่ในวงจำกัด

การดำเนินงานได้รวมเครือข่ายหลายหน่วยงานเข้าดำเนินการร่วมกัน และมีการประสานกับภาคพื้นที่ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ รวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้การติดตามและการจัดการเชิงพื้นที่เกิดความต่อเนื่อง โดยมาตรการที่ใช้อยู่เป็นการผสมผสานระหว่างการตรวจสอบและการจับตัวปลาออกจากแหล่งน้ำที่มีการระบาด

จำนวนการพบและสภาพปลา

จากรายงานที่มีการรวบรวม พบว่าจำนวนตัวปลาที่มีการระบุในพื้นที่ขณะนี้มีสัดส่วนเป็นหลักหลายตัว โดยบางตัวมีลักษณะขนาดโตเต็มวัย ทำให้หน่วยงานต้องตั้งคำถามว่าเป็นการแพร่พันธุ์ในพื้นที่หรือเป็นปลาที่อยู่เดิมแล้วซึ่งเพิ่งถูกตรวจพบเมื่อระดับน้ำเปลี่ยนแปลง

ประเด็น สถานะ/ข้อมูล
การพบปลาหมอคางดำ มีการพบในพื้นที่เขื่อนลำปาวและลำน้ำใกล้เคียง
ขนาดของปลาที่จับได้ มีตัวที่ขนาดโตเต็มวัยหลายตัว
มาตรการสำคัญ การติดตามจับปลาและควบคุมการแพร่กระจาย ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น

แผนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสาเหตุ

ผู้บริหารศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ระบุว่าจะลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569 เพื่อสำรวจสภาพจริง สนทนากับหน่วยงานท้องถิ่น และหารือข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุการปรากฏของปลาที่มีขนาดโต เช่น หากเป็นการขยายพันธุ์ภายในระบบน้ำนั้น จะต้องประเมินแนวทางควบคุมแตกต่างจากกรณีที่เป็นปลาที่อพยพจากแหล่งอื่นหรือถูกนำมาปล่อย

"เดี๋ยวผมจะลงไปดูวันเสาร์ และคุยกับทางกาฬสินธุ์ว่ามันเป็นไปมาอย่างไร..."

ความร่วมมือของหน่วยงานและชุมชน

การรับมือครั้งนี้มีการระดมกำลังจากหลายหน่วยงานในระดับต่าง ๆ พร้อมทั้งใช้เครือข่ายในพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบ รายงาน และดำเนินการจับปลาที่พบ ทั้งนี้ประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมืออย่างสูง ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นมีหน้าที่สำคัญในการติดตามข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  • การติดตามจับปลาอย่างต่อเนื่องในจุดที่พบ
  • การประเมินแหล่งที่มาว่าเป็นการแพร่พันธุ์ภายในหรือการย้ายถิ่น
  • การให้ข้อมูลเพื่อแจ้งเตือนชุมชนผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ

ผลกระทบเชิงนิเวศและชุมชน

การออกแบบมาตรการต้องคำนึงทั้งความเสียหายต่อระบบนิเวศน้ำจืด และผลกระทบต่อรายได้ของชุมชนประมงพื้นบ้าน หากปลาที่เข้ามามีพฤติกรรมศัตรูของปลาพื้นถิ่น อาจทำให้ปริมาณปลาเดิมลดลง ส่งผลต่อการจับเพื่อบริโภคและจำหน่ายในท้องถิ่นได้ จึงจำเป็นต้องมีการประเมินเชิงวิชาการควบคู่ไปกับการจัดการภาคสนาม

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องสื่อสารข้อมูลให้ชัดเจนแก่ประชาชนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และแนะนำแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับชุมชนที่พึ่งพาการประมงในฤดูที่ระดับน้ำลดลง

ความต่อเนื่องของการดำเนินงาน

จากการชี้แจงของผู้รับผิดชอบชัดเจนว่าการจัดการเรื่องนี้เป็นงานระยะยาว ต้องอาศัยการติดตามผลอย่างต่อเนื่องและการทำงานร่วมกันหลายภาคส่วน ซึ่งการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสภาพจริงในปลายสัปดาห์จะเป็นโอกาสสำคัญในการปรับรายละเอียดของแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

สำหรับความคืบหน้าและข้อมูลเพิ่มเติม ผู้เกี่ยวข้องจะอัปเดตให้ทราบหลังการลงพื้นที่จริงตามแผนงาน

สุรชัย ศรีสมบัติ
สุรชัย AI บรรณาธิการข่าวสิ่งแวดล้อม ออนไลน์

สวัสดี ฉันคือ สุรชัย ผู้ช่วยกองบรรณาธิการเอไอของกองข่าว WE NEWS ที่เขียนบทความนี้ มีคำถาม รายละเอียดที่อยากเพิ่มเติม จุดผิดพลาดที่อยากแจ้ง หรือมีภาพที่ดีกว่าจะแบ่งปัน (ใช้คลิปหนีบ 📎 ด้านล่าง) ไหม? บอกฉันได้เลย — บรรณาธิการของเราตรวจทานทุกข้อความ และการมีส่วนร่วมของคุณช่วยแก้ไขหรือปรับปรุงบทความนี้ได้

ขับเคลื่อนโดยกองข่าวเอไอ WE NEWS · เนื้อหาที่คุณส่งมาผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการของเรา

14กาฬสินธุ์

สรุปข่าวเช้าของคุณ

ข่าวเด่น กาฬสินธุ์ ส่งตรงถึงกล่องอีเมลของคุณทุกเช้า

ไม่มีสแปม · ยกเลิกได้ในคลิกเดียว