ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพน้ำท่วมในจังหวัดบึงกาฬ เมื่อเช้าวันที่ 16 ส.ค. พบว่าระดับน้ำที่จุดวัดบ้านพันลำ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ อยู่ที่ 11.58 เมตร ซึ่งลดลงจากวันก่อนหน้า 0.32 เมตร ทำให้การแจ้งเตือนด้านการเฝ้าระวังลดระดับลงเป็นสัญญาณสีเขียวในบางจุด
พื้นที่ท่วมขังยังกว้าง เกษตรกรรมเสียหายหนัก
แม้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักจะเริ่มทรงตัว แต่ปริมาณน้ำที่ไหลย้อนกลับเข้าสู่ลำห้วยสาขาและน้ำที่ล้นตลิ่งก่อนหน้านี้ ยังคงก่อให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมในอำเภอเมืองบึงกาฬ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสะสมและน้ำย้อนเข้าทางลำห้วยผาคาง ภาพมุมสูงแสดงให้เห็นพื้นที่นาข้าว สวนยางพารา สวนปาล์ม และสวนผลไม้ยืนต้น ถูกน้ำท่วมขังกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่
ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬ (ณ วันที่ 13 ส.ค.) ระบุว่ามีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 9,784.50 ไร่ โดยคาดว่าจะเสียหายจริงประมาณ 9,664.50 ไร่ และมีเกษตรกรเดือดร้อนอย่างน้อย 1,314 ราย ประเภทพืชที่ได้รับความเสียหายหลักคือพื้นที่นา จำนวน 9,246.50 ไร่ ส่วนพื้นที่ไม้ผลและไม้ยืนต้น เช่น ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมกันประมาณ 538 ไร่
| อำเภอ | พื้นที่ได้รับผลกระทบ (ไร่) | เกษตรกรที่เดือดร้อน (ราย) |
|---|---|---|
| เซกา | 6,653 | 757 |
| บึงโขงหลง | 2,686.50 | 452 |
| บุ่งคล้า | 325 | — |
| ศรีวิไล | 120 | — |
นอกจากนี้ยังมีอีก 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย และอำเภอพรเจริญ ที่เจ้าหน้าที่กำลังลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการช่วยเหลือตามระเบียบราชการต่อไป
ผลกระทบต่อชุมชนและความเสี่ยงระยะยาว
การสูญเสียผลผลิตนาข้าวในวงกว้างส่งผลต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรและห่วงโซ่อุปทานอาหารในพื้นที่ เกษตรกรรมที่ถูกน้ำท่วมเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ ต้นยางและต้นผลไม้อาจได้รับความเสียหายที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ยิ่งไปกว่านั้น การสัญจรของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการจำหน่ายผลผลิตยังได้รับผลกระทบจากถนนที่อาจถูกน้ำท่วมหรือชำรุด
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิดและปรับการแจ้งเตือนตามสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมการอพยพหรือป้องกันทรัพย์สินได้ทันท่วงที
แนวทางการช่วยเหลือเร่งด่วนและสิ่งที่ประชาชนควรทำ
- รอข้อมูลการสำรวจความเสียหายอย่างเป็นทางการจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือตามขั้นตอนของราชการ
- เก็บพืชผลและเครื่องจักรเกษตรให้สูงขึ้นจากระดับน้ำ หากเป็นไปได้ ย้ายสิ่งของมีค่าออกจากพื้นที่เสี่ยง
- ติดตามประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย เช่น หลีกเลี่ยงการเดินผ่านน้ำท่วมที่ไหลเชี่ยว
- ถ่ายรูปหรือบันทึกความเสียหายเป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการขอรับความช่วยเหลือต่อไป
ขณะนี้หน่วยงานในพื้นที่ระบุว่าจะรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากทุกอำเภออย่างต่อเนื่องเพื่อจัดลำดับความช่วยเหลือและเสนอของบประมาณเยียวยาตามระบบราชการ ทั้งนี้การฟื้นฟูระยะยาวจะต้องพิจารณาการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่ม และการส่งเสริมการทำเกษตรที่ทนต่อสภาพน้ำท่วม
สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขงและสภาพอากาศที่จะมีผลต่อการลดหรือเพิ่มของมวลน้ำในพื้นที่ต่อไป