นครพนม — สำนักงานชลประทานที่ 7 ลงมือติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 8 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำห้วยบังกอ บ้านหนองเซา ตำบลท่าค้อ อำเภอเมืองนครพนม เพื่อเร่งระบายน้ำจากลำน้ำสาขาและพื้นที่ตอนในออกสู่แม่น้ำโขง หลังมีมวลน้ำสะสมและน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรและชุมชนลุ่มต่ำหลายวัน
กำลังเครื่องและผลคาดว่าจะเกิดขึ้น
เครื่องผลักดันน้ำแต่ละเครื่องมีกำลังไฟฟ้า 55 กิโลวัตต์ และมีอัตราการผลักดันน้ำเฉลี่ยประมาณ 1.2 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเครื่อง ทำให้กำลังผลักดันรวมอยู่ที่ประมาณ 9.6 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวางแผนเดินเครื่องเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
เจ้าหน้าที่ประเมินว่าการเดินเครื่องตามแผนจะช่วยลดระดับน้ำบริเวณโดยรอบห้วยบังกอได้เฉลี่ยประมาณ 12 เซนติเมตรต่อวัน ในกรณีที่ระดับน้ำปลายทางเอื้ออำนวย ซึ่งจะช่วยเปิดช่องทางระบายให้พื้นที่ลุ่มต่ำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองนครพนมคลี่คลายและเอื้อต่อการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรและชุมชน
สถานการณ์แม่น้ำโขงและความเชื่อมโยงการระบายน้ำ
ข้อมูลระดับน้ำแม่น้ำโขง ณ เช้าวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 รายงานว่าอยู่ที่ 11.19 เมตร ลดลงจากวันก่อนหน้านั้นประมาณ 0.20 เมตร และยังคงต่ำกว่าระดับวิกฤตที่ 12.00 เมตร อยู่ 0.81 เมตร และต่ำกว่าตลิ่งที่ 13.00 เมตร อยู่ 1.81 เมตร การลดลงของระดับน้ำโขงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำจากลำน้ำสาขาไปยังแม่น้ำโขงมีประสิทธิภาพมากขึ้น เจ้าหน้าที่จึงใช้ช่วงจังหวะนี้เร่งเพิ่มกำลังผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ภายใน
ขอบเขตความเสียหายทางการเกษตร
สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม รายงานความเสียหายเบื้องต้นจากอุทกภัยครั้งที่ 2/2569 (ข้อมูลถึงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 16.30 น.) พบว่าเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 13,216 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 11 อำเภอ 69 ตำบล และ 446 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายประมาณ 97,733.70 ไร่
ในจำนวนนี้ อำเภอศรีสงครามเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบทะลุ 50,000 ไร่ ซึ่งสัญญาณปริมาณความเสียหายที่ผุดขึ้นหลังน้ำลดครอบคลุมทั้งนาข้าวและสวนหลายชนิด ทำให้การฟื้นตัวของภาคการเกษตรต้องอาศัยทั้งมาตรการเร่งด่วนและการช่วยเหลือระยะยาว
มาตรการที่กำลังดำเนินการและสิ่งที่ชาวบ้านควรทราบ
- การใช้เครื่องผลักดันน้ำกับการลดระดับน้ำปลายทางต้องสอดคล้องกับสภาพน้ำในแม่น้ำโขง จึงมีการติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
- การเดินเครื่องจะดำเนินการเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ชั่วโมง เพื่อลดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วที่สุด
- หลังการระบายน้ำ ประชาชนควรเตรียมการฟื้นฟูพืชและตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางการเกษตร สะพาน และคันกั้นน้ำ
| ตัวชี้วัด | ค่าที่รายงาน |
|---|---|
| จำนวนเครื่องผลักดัน | 8 เครื่อง |
| กำลังต่อเครื่อง | 55 กิโลวัตต์ |
| อัตราผลักดัน/เครื่อง | 1.2 ลบ.ม./วินาที |
| กำลังผลักดันรวม | 9.6 ลบ.ม./วินาที |
| เป้าลดระดับน้ำ/วัน (โดยประมาณ) | 12 เซนติเมตร |
| ระดับน้ำโขง (19 ส.ค. 2569) | 11.19 เมตร |
| พื้นที่เกษตรเสียหาย | 97,733.70 ไร่ |
ภาพรวมและแนวทางต่อไป
การเร่งติดตั้งและเดินเครื่องผลักดันน้ำถือเป็นมาตรการเชิงปฏิบัติการเพื่อลดผลกระทบระยะสั้นต่อชุมชนและการเกษตร แต่การฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรจำนวนมากยังต้องการการประเมินความเสียหายเชิงลึก การให้ความช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธ์ุ ปุ๋ย เงินทุนหมุนเวียน และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องประสานงานทั้งระดับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนฟื้นฟูทั้งระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำ ควรติดตามประกาศของจังหวัดและสำนักงานชลประทานอย่างต่อเนื่อง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบปัญหาน้ำท่วมขังหรือความเสียหายที่ต้องการความช่วยเหลือ
สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพน้ำในแม่น้ำโขงและปริมาณน้ำไหลลงมาในลำน้ำสาขา เจ้าหน้าที่จะรายงานความคืบหน้าและผลการระบายน้ำเป็นระยะเพื่อกำกับการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด