เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพรับสมาชิกกลุ่มช้างเอราวัณ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร รุ่นที่ 14 เพื่อหารือแนวทางออกแบบระบบสาธารณสุขสำหรับมหานครในอนาคต โดยข้อเสนอสำคัญที่ถูกหยิบยกคือการนำแนวคิด Health Zoning มาปรับใช้เป็นกลไกการบริหารจัดการสุขภาพเชิงพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
เหตุผลผลักดัน Health Zoning
การหารือระบุว่า “สุขภาพของคนเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงพยาบาล” แต่ถูกกำหนดร่วมจากปัจจัยหลายมิติ เช่น บ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน ถนน อากาศ สิ่งแวดล้อม รายได้ พฤติกรรม และคุณภาพชีวิตในแต่ละพื้นที่ จึงไม่ควรมอง Health Zoning เพียงการแบ่งเขตการให้บริการทางการแพทย์ แต่ต้องยกระดับให้เป็นเครื่องมือบริหารที่เชื่อมการทำงานของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน
“มหานครสุขภาพแห่งอนาคต ไม่สามารถเกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการเชื่อมพลังของภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และประชาชน”
แนวทางการเชื่อมประสานหน่วยงาน
การพูดคุยเน้นการบูรณาการภารกิจเพื่อรับมือปัญหาโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ผู้สูงอายุ มลพิษทางอากาศ PM2.5 สุขภาพจิต อุบัติเหตุจราจร และการพัฒนาบริการปฐมภูมิที่เข้าถึงจริง โดยเสนอให้หน่วยงานต่อไปนี้ประสานงานเป็นเครือข่ายเดียว:
- กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้วางนโยบายและผู้กำกับจัดบริการสาธารณะ
- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข ในการจัดบริการและงบประมาณ
- โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน และกองทัพ ในบทบาทผู้ให้บริการและสนับสนุนกำลังคน
- มหาวิทยาลัยและเครือข่ายสุขภาพชุมชน ในการวิจัยและขยายผลเชิงปฏิบัติการ
ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ผู้เข้าร่วมการประชุมเห็นตรงกันว่า Data Sharing, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), แดชบอร์ด และการประเมินเชิงคาดการณ์ (Predictive Health) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนการจัดการปัญหาสุขภาพจากการแก้ไขภายหลังเป็นการคาดการณ์และป้องกันก่อนเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม ผู้ขับเคลื่อนชี้ว่าหัวใจสำคัญคือการกำกับดูแล (Governance)และการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ
กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน
ข้อเสนอที่ได้รับการหยิบยกประกอบด้วยการจัดตั้งหรือขยายบทบาทของกลไกการมีส่วนร่วมระดับพื้นที่ เช่น ธรรมนูญสุขภาพเขต คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับเขต (กพช.) และเวทีเชิงสาธารณะอย่าง Bangkok Health Assembly เพื่อให้ข้อคิดเห็นจากชุมชนถูกถ่ายทอดสู่นโยบายและแผนปฏิบัติการของกรุงเทพฯ
ประเด็นสำคัญที่ต้องออกแบบในเชิงนโยบาย
จากการหารือ มีข้อประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเร่งออกแบบเพื่อให้ Health Zoning ทำงานได้จริง ได้แก่ การกำหนดขอบเขตการแบ่งโซนด้านสุขภาพ การจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงและความจำเป็นของพื้นที่ การพัฒนากำลังคนระดับชุมชน รวมถึงกรอบการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยงาน
| ประเด็น | บทบาทหน่วยงาน |
|---|---|
| การป้องกัน NCDs | กทม., สปสช., โรงพยาบาลชุมชน, โรงเรียน |
| การจัดการ PM2.5 | กทม., กระทรวงสาธารณสุข, หน่วยงานสิ่งแวดล้อม |
| สุขภาพผู้สูงอายุ | กองทุนสังคม, โรงพยาบาลปฐมภูมิ, ชุมชน |
ผลลัพธ์ที่คาดหวังและทางปฏิบัติ
แนวคิดนี้มุ่งเป้าให้กรุงเทพฯ ขยับจากการเป็นเมืองที่ต้องรอแก้ปัญหาสุขภาพไปสู่การเป็นมหานครที่สร้างเสริมสุขภาพโดยรอบด้าน ทั้งการออกแบบทางกายภาพและระบบบริการที่ตอบโจทย์ประชากรแต่ละย่าน ขณะเดียวกันการสร้างกรอบการแชร์ข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีจะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเป็นไปอย่างมีหลักฐานและทันท่วงที
สิ่งที่ต้องติดตาม
การหารือครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ทางความคิดระหว่างผู้บริหารกรุงเทพฯ กับผู้นำความคิดในภาคส่วนต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การต่อยอดสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมยังต้องติดตามต่อไป โดยประเด็นที่จะต้องจับตามองคือการกำหนดบทบาทหน้าที่ระหว่างหน่วยงาน การจัดสรรงบประมาณตามโซน และกรอบการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่
กรุงเทพมหานครได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบสาธารณสุขในระดับเมือง หากสามารถแปลงแนวคิด Health Zoning ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ปฏิบัติการร่วมกันได้จริง ประชาชนในเมืองอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งในมิติสภาพแวดล้อม บริการสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตโดยรวม
ผู้รายงาน: ภาณุพงศ์ เจริญสุข, ผู้สื่อข่าวประจำกรุงเทพมหานคร