กรุงเทพมหานครเดินหน้ายกระดับการดูแลความปลอดภัยภายในสถานศึกษาสังกัด กทม. โดยย้ำแนวทางแบบบูรณาการที่ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้การป้องกันและดูแลนักเรียนเป็นไปอย่างมีระบบและต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้ว่าเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องดำเนินมาตรการหลายด้านควบคู่กัน
แนวทาง 5 มิติที่ กทม.เน้น
มาตรการด้านความปลอดภัยที่ครั้งนี้ กทม.เน้นเป็นหลักมีทั้งหมด 5 มิติ ซึ่งออกแบบมาให้พิจารณาปัญหาแบบรอบด้านและเชื่อมโยงกัน ได้แก่
- สภาพจิตใจและความรู้สึกของเด็ก — ให้ครูและบุคลากรเฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติ เข้าถึงปัญหา และส่งต่อการช่วยเหลือที่เหมาะสม
- สภาพแวดล้อมทางครอบครัว — ขยายการเยี่ยมบ้านเพื่อให้ครูรู้จักผู้ปกครองและเข้าใจบริบทปัญหาที่เกิดขึ้นที่บ้าน
- สัดส่วนครูต่อเด็ก — ปรับอัตรากำลังครูให้เหมาะสม เพื่อให้ครูดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง
- การป้องกันการบูลลี่ — เพิ่มระบบสอดส่องเฝ้าระวังและแก้ไขทันทีเมื่อพบพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง
- คัดกรองและควบคุมอาวุธ — ตรวจตราความเสี่ยงการนำอาวุธเข้ามาในพื้นที่โรงเรียนและป้องกันเหตุต่างๆ
ผู้ว่าฯ ระบุว่าไม่สามารถแก้ไขความเสี่ยงเพียงมิติเดียวได้ ต้องทำควบคู่กันไปทั้ง 5 มิติ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับระบบการเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น
“การแก้ไขปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียนจะทำเพียงมิติเดียวไม่ได้ ต้องทำทั้ง 5 มิตินี้ควบคู่กันไป และต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของระบบการเตือนภัยล่วงหน้า”
ระบบเตือนภัยและความเชื่อมโยงของหน่วยงาน
การมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ครู เพื่อนนักเรียน หรือผู้ปกครองส่งสัญญาณเมื่อพบพฤติกรรมเสี่ยง จากนั้นจะมีการส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาเด็ก เพื่อประเมินและให้การช่วยเหลือทันที นอกจากนี้แนวทางเยี่ยมบ้านยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างครูและครอบครัว ช่วยให้การสอดส่องสภาพความเป็นอยู่ของเด็กทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรอบกฎหมายและการกำกับดูแล
กรุงเทพมหานครมีประกาศกรุงเทพมหานครว่าด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ลงวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นกรอบการกำกับให้โรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยประกาศฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นโยบายการดูแลความปลอดภัยถูกนำไปปฏิบัติในทุกสถานศึกษา
ผลกระทบต่อผู้ปกครองและครู
การเน้นสัดส่วนครูต่อเด็กและการฝึกอบรมด้านสังเกตสภาพจิตใจของเด็ก จะเพิ่มภาระงานด้านการดูแลและติดตามสำหรับครูในระยะแรก แต่ในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงเหตุไม่คาดฝันภายในโรงเรียน ขณะเดียวกันผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการสื่อสารกับครูและเข้าร่วมโครงการเยี่ยมบ้านเพื่อให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาเชิงพื้นฐานของครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของนักเรียน
ตารางสรุปมาตรการ 5 มิติ
| มิติ | ตัวอย่างการดำเนินการ |
|---|---|
| สภาพจิตใจ | ฝึกครูสังเกตพฤติกรรม ส่งต่อจิตแพทย์เด็ก |
| สภาพครอบครัว | โครงการเยี่ยมบ้าน พบปะผู้ปกครอง |
| สัดส่วนครู-เด็ก | ปรับอัตรากำลังให้ดูแลได้ทั่วถึง |
| ป้องกันบูลลี่ | มาตรการสอดส่องและแทรกแซงทันที |
| คัดกรองอาวุธ | ตรวจตราและควบคุมการนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าสถานศึกษา |
การขับเคลื่อนมาตรการเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในกรุงเทพมหานคร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ในการเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง ช่วยสังเกตและส่งสัญญาณเมื่อพบปัญหา เพื่อให้การเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที
ในช่วงต่อไป ฝ่ายบริหารของ กทม. จะต้องติดตามการนำประกาศและนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรียนต่างๆ และรายงานผลการดำเนินงาน เพื่อให้มาตรการนี้มีความยั่งยืนและตอบโจทย์ความปลอดภัยของเด็กในเมืองหลวงอย่างเป็นรูปธรรม
ภาณุพงศ์ เจริญสุข
ผู้สื่อข่าวประจำกรุงเทพมหานคร, WE NEWS