กรุงเทพมหานครแถลงผลการตรวจสอบ ดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบหน่วยงานที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์แบบแฝงอยู่ในอาคารต่างๆ รวมทั้งสิ้น 43 แห่ง โดยมีทั้งการดำเนินงานมานานหลายปีและการขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะสแตนด์อโลน ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้ว่าการกำกับดูแลปัจจุบันยังเกี่ยวข้องหลายหน่วยงานและต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการรัฐบาลเรื่องการจัดกลุ่มอุตสาหกรรม
ขอบเขตการกำกับดูแลของ กทม.
การแถลงร่วมครั้งนี้นำโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมรองผู้ว่าราชการที่เกี่ยวข้อง โดย กทม.ชี้แจงว่าในปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม การกำกับดูแลจึงแบ่งความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานต่างๆ ตามหน้าที่ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวงสำหรับการใช้ไฟฟ้า การประปานครหลวงสำหรับการใช้น้ำ และกรมโรงงานอุตสาหกรรมกับกรมธุรกิจพลังงานในประเด็นการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วน กทม.รับผิดชอบในเรื่องการออกใบอนุญาตก่อสร้าง การปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และสาธารณสุข
ภาพรวมการสำรวจและสถานะการขออนุญาต
การสำรวจของ กทม.ระบุว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กกระจายอยู่ภายในอาคารต่างๆ จำนวน 43 แห่ง บางแห่งเปิดดำเนินการมากว่า 26 ปี โดยมีการใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 2 เมกะวัตต์ ต่อแห่งในกรณีของหน่วยงานเล็ก ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แบบสแตนด์อโลนมีการขออนุญาตก่อสร้างจำนวน 6 แห่ง โดยปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ในย่านบางกะปิและรามคำแหง ขณะที่อีก 3 แห่งยังอยู่ระหว่างชะลอการออกใบอนุญาต
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก (ภายในอาคาร) | 43 แห่ง |
| สแตนด์อโลนที่ขออนุญาตก่อสร้าง | 6 แห่ง (เปิดดำเนินการ 3 แห่ง) |
| การใช้ไฟฟ้าโดยรวมใน กทม. | 9,000 เมกะวัตต์ |
| การใช้ไฟฟ้าโดยดาต้าเซ็นเตอร์ | 270 เมกะวัตต์ (ไม่ถึง 3%) |
ประเด็นการกักเก็บเชื้อเพลิงและการขออนุญาต
จากการตรวจสอบเรื่องการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง พบว่ามี 12 แห่ง ที่มีการขออนุญาตกักเก็บเกิน 15,000 ลิตร โดยมี 1 แห่งที่รายงานกักเก็บถึง 90,000 ลิตร ทั้งหมดดำเนินการภายใต้การอนุญาตตามกฎหมาย ขณะที่อีก 31 แห่ง ใช้เครื่องปั่นไฟขนาดเล็กจึงยังไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน
มาตรการตรวจสอบ 5 ด้านของ กทม.
เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข กทม.กำหนดมาตรการตรวจสอบหลัก 5 ด้าน ดังนี้
- มลพิษทางน้ำ: ตรวจการปล่อยของเสียเดือนละ 1 ครั้ง
- มลพิษทางอากาศ: ติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์
- สาธารณสุขและความร้อน: เฝ้าระวังเชื้อโรคจากหอหล่อเย็น (Legionella) ปีละ 2 ครั้ง ควบคุมอุณหภูมิรอบพื้นที่ไม่ให้เปลี่ยนแปลงเกิน 2-4 องศาเซลเซียส
- มลพิษทางเสียง: ค่าเฉลี่ยต้องไม่เกิน 70 เดซิเบล และช่วงทดสอบระบบสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบล
- การป้องกันอัคคีภัย: มีอุปกรณ์ตามมาตรฐานและฝึกซ้อมอพยพเป็นประจำ
“ต่อให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับระบบ AI ต้องควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเกิน 2 องศาเซลเซียส”
ผลกระทบต่อเมืองและการเชื่อมโยงหน่วยงาน
แม้ว่าการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ยังเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวม แต่ลักษณะการกระจายตัวของหน่วยงานเหล่านี้ในพื้นที่เมือง อาจส่งผลต่อสาธารณูปโภค มลพิษทางเสียง ความร้อนรอบอาคาร และความเสี่ยงจากการกักเก็บเชื้อเพลิง ดังนั้นการกำกับดูแลต้องข้ามขอบเขตระหว่างหน่วยงานเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของการตรวจสอบ
ทิศทางต่อไป
ตัวชี้วัดสำคัญในระยะต่อไปคือการกำหนดกรอบการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมโดยคณะกรรมการของรัฐบาล ว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกนับเป็นภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อระเบียบการอนุญาตและการตรวจสอบ หากมีการยกระดับเป็นอุตสาหกรรมก็จะเกิดการบูรณาการการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
สำหรับประชาชนที่อาศัยใกล้พื้นที่ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ การติดตามประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นและการร้องเรียนต่อช่องทางของ กทม. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียกร้องการแก้ไขหากเกิดผลกระทบ ทั้งนี้ กทม.ระบุว่าจะนำข้อมูลที่ได้เข้าสู่ระบบเพื่อใช้ในการกำกับดูแลต่อไป
จับชีพจรเมืองหลวง: ดาต้าเซ็นเตอร์ยังเป็นภาคส่วนที่ต้องจับตา ทั้งด้านพลังงาน มลพิษ และความปลอดภัย โดยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การเติบโตของเทคโนโลยีไม่กลายเป็นภาระของคนเมือง