มาตรการเฝ้าระวังเพื่อคุ้มครองทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศ
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยืนยันการติดตามการดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทซในจังหวัดอุดรธานีอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการตรวจวัดคุณภาพน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน รวมถึงลำห้วยที่ไหลลงสู่หนองหาน เพื่อจัดทำข้อมูลเฝ้าระวังและฐานเปรียบเทียบ (baseline data) ก่อนการก่อสร้างหรือดำเนินโครงการในขั้นต่อไป
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจวัดสภาพแวดล้อมในบริเวณโครงการและพื้นที่โดยรอบ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหนองหานซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดงของจังหวัด
“ต้องดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน”
ขอบเขตโครงการและการเตรียมการ
โครงการเหมืองแร่โพแทซ อุดรธานีได้รับประทานบัตรทำเหมืองประเภทที่ 3 (การทำเหมืองใต้ดิน) ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 และประทานบัตรมีผลบังคับใช้เป็นเวลา25 ปีนับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565 พื้นที่ประทานบัตรครอบคลุมอำเภอเมืองอุดรธานีและอำเภอประจักษ์ศิลปาคม
รายละเอียดของโครงการระบุว่าเป็นเหมืองใต้ดินประมาณ26,446 ไร่ พร้อมพื้นที่บนดินสำหรับโรงแต่งแร่ประมาณ1,681 ไร่ โดยแหล่งแร่อุดรใต้มีปริมาณสำรองราว85.82 ล้านเมตริกตัน และคาดว่าจะสามารถผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) ได้รวมประมาณ33.72 ล้านเมตริกตันตลอดอายุการดำเนินการ โครงการมีความสามารถผลิตสูงสุดประมาณ2.1 ล้านตันต่อปี
| รายการ | ข้อมูล |
|---|---|
| พื้นที่เหมืองใต้ดิน | 26,446 ไร่ |
| พื้นที่บนดิน (โรงแต่งแร่) | 1,681 ไร่ |
| ปริมาณสำรองแร่ | 85.82 ล้านเมตริกตัน |
| ปริมาณผลิต KCl รวม | 33.72 ล้านเมตริกตัน |
| กำลังการผลิตสูงสุด | 2.1 ล้านตันต่อปี |
| ระยะเวลาประทานบัตร | 25 ปี |
ผลกระทบที่ต้องติดตามและความสำคัญของหนองหาน
การตรวจวัดและจัดทำข้อมูลฐานเป็นสิ่งจำเป็นเพราะการทำเหมืองใต้ดินอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดิน การปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำผิวดิน และการทรุดตัวของผิวดิน ซึ่งทั้งหมดอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในบริเวณที่มีความอ่อนไหว เช่น หนองหาน
หนองหานเป็นแหล่งน้ำสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด หากคุณภาพน้ำหรือระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อกิจกรรมประมง ชุมชนริมตลิ่ง และการท่องเที่ยวที่สัมพันธ์กับทะเลบัวแดง การมีข้อมูลเฝ้าระวังจะช่วยให้หน่วยงานสามารถตรวจจับความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะแรกและดำเนินมาตรการแก้ไขได้ทันท่วงที
- คพ.จะติดตามและตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
- มีการติดตั้งหมุดตรวจวัดการทรุดตัวของผิวดินเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยง
- หากพบการดำเนินงานไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ถึงแม้โครงการจะอยู่ในขั้นการปรับพื้นที่เตรียมก่อสร้างและจัดทำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข แต่การตรวจสอบเชิงรุกของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ชาวอุดรธานีให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนที่อาศัยพึ่งพาทรัพยากรน้ำและกลุ่มที่ทำการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
การดำเนินการตามกรอบกฎหมายและมาตรการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลฐานเปรียบเทียบต่อสาธารณะ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานข้อมูลระหว่างกันและแจ้งความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความกังวลและสร้างความโปร่งใสในการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการนี้
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการตรวจวัดและรายงานความคืบหน้าจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 และหน่วยงานของกรมควบคุมมลพิษเพื่อตรวจสอบผลการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง