อุดรธานีเปิดประตูสู่งานพืชนานาชาติ
จังหวัดอุดรธานีกำลังจะเป็นจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 มีกำหนดเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ถึง 14 มีนาคม พ.ศ. 2570 รวมระยะเวลา 134 วัน งานครั้งนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี และนับเป็นการจัดมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติครั้งแรกของภาคอีสาน
การจัดงานมีเป้าหมายใช้พืชสวนเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการเกษตร การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิดว่าความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สามารถนำไปสู่แนวทางการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนได้ นัยสำคัญของงานจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำไม้ดอกไม้ประดับมาจัดแสดง แต่ยังเป็นเวทีให้ประเทศไทยนำเสนอศักยภาพด้านเกษตรกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อผู้มาเยือนจากหลายประเทศ
รวม 32 สวนนานาชาติจาก 17 ประเทศ
จุดเด่นของงานคือการรวม สวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และอีก 2 องค์กรนานาชาติ ขณะเดียวกันยังมีสวนของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทยอีก 16 สวน ผู้เข้าชมจึงจะได้เห็นแนวคิดการออกแบบสวน พืชพรรณ และรูปแบบการสื่อสารทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในพื้นที่เดียว การจัดแสดงลักษณะนี้ทำให้อุดรธานีมีบทบาทมากกว่าการเป็นสถานที่จัดงาน แต่เป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้คนและองค์ความรู้จากหลายภูมิภาคของโลก
ภายในงานมีสวนจัดแสดงพรรณไม้มากกว่า 50 สวน พร้อมต้นไม้หายากและพันธุ์ไม้ที่มีลักษณะโดดเด่นจากต่างประเทศ อาทิ นุ่นขนาดใหญ่จากอเมริกาใต้ อินทผลัมขนาดใหญ่ เบาบับด่าง มะกอกโอลีฟ และไม้ดัดรูปทรงเฉพาะจากจีน นอกจากนี้ยังมีไม้ดอกและไม้ประดับหมุนเวียนมากกว่า 1 ล้านต้น ตลอดช่วงการจัดงาน ทำให้ภูมิทัศน์และสีสันของพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา
| ข้อมูลสำคัญ | รายละเอียด |
|---|---|
| ระยะเวลาจัดงาน | 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 – 14 มีนาคม พ.ศ. 2570 |
| สถานที่ | พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี |
| สวนนานาชาติ | 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ |
| เป้าหมายผู้เข้าชม | มากกว่า 3.6 ล้านคน |
| ประมาณการเงินหมุนเวียน | มากกว่า 20,000 ล้านบาท |
พื้นที่เรียนรู้ตั้งแต่เรือนกระจกถึงเกษตรสมัยใหม่
เส้นทางภายในงานไม่ได้จำกัดอยู่ที่การชมสวนกลางแจ้ง แต่ครอบคลุมเรือนกระจก โรงเรือนไม้ประดับและกล้วยไม้ สวนบัว สวนพืชทะเลทราย รวมถึงพื้นที่นำเสนอเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้ตั้งแต่ความหลากหลายของพันธุ์ไม้ ไปจนถึงแนวทางประยุกต์ใช้วิทยาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก โดยมีการประกวดพืชพรรณรวม 7 ประเภทเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้วย
อีกด้านหนึ่ง งานยังเตรียมการประชุมวิชาการทั้งระดับชาติและนานาชาติ เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านพืชสวนและนวัตกรรมการเกษตรให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอีสาน ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรโดยตรง การนำเสนอองค์ความรู้ในพื้นที่จริงอาจช่วยให้ผู้เข้าชมเห็นช่องทางใหม่ในการพัฒนาการผลิต และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเกษตรกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่
ความหลากหลายของงานยังปรากฏผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมมากกว่า 200 รายการ ซึ่งจะช่วยเติมมิติด้านวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้กับการจัดแสดงพืชพรรณจากต่างประเทศ การเชื่อมโยงงานระดับโลกกับวัฒนธรรมอีสานเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เห็นอุดรธานีในหลายมิติ ทั้งในฐานะเมืองเกษตร เมืองวัฒนธรรม และศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค
- ชมสวนจากนานาประเทศและสวนของหน่วยงานไทย
- เรียนรู้พืชหายาก ไม้ดอกไม้ประดับ และเทคโนโลยีการเกษตร
- ติดตามการประกวดพืชพรรณและการประชุมวิชาการ
- สัมผัสการแสดงศิลปวัฒนธรรมมากกว่า 200 รายการ
ความคาดหวังต่อเศรษฐกิจจังหวัด
รัฐบาลประเมินว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 3.6 ล้านคน และคาดว่าจะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 20,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนขนาดของความคาดหวังที่มีต่อการจัดงาน ทั้งในส่วนของรายได้จากการเดินทาง ที่พัก อาหาร การค้าปลีก และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างงานกับชุมชนและผู้ประกอบการในจังหวัด เพื่อให้รายได้กระจายออกจากพื้นที่จัดงานไปสู่เมืองและท้องถิ่นโดยรอบ
สำหรับอุดรธานี งานครั้งนี้ยังเป็นบททดสอบด้านการรองรับผู้เดินทางจำนวนมากและการบริหารพื้นที่ขนาดใหญ่ตลอด 134 วัน การจัดงานในพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดทำให้การออกแบบพื้นที่และกิจกรรมต้องคำนึงถึงทั้งการท่องเที่ยวและคุณค่าของระบบนิเวศ ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องความยั่งยืน การจัดแสดงจึงมีความหมายต่อการสร้างความเข้าใจว่าแหล่งน้ำ พืชพรรณ และการดำรงชีวิตของผู้คนล้วนเชื่อมโยงกัน
เมื่อประตูงานเปิดในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 อุดรธานีจะรับบทเป็นเวทีที่รวมผู้คนจากต่างประเทศ หน่วยงานด้านเกษตร นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวไว้ในพื้นที่เดียวกัน ความสำเร็จของมหกรรมพืชสวนโลกจึงไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ถ่ายทอดความรู้ให้สังคม และทิ้งมรดกด้านการท่องเที่ยวกับการเกษตรไว้กับจังหวัดหลังงานสิ้นสุดลง