โครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่สายใหม่ บ้านไผ่–นครพนม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมระบบโลจิสติกส์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความคืบหน้าโดยรวมประมาณ 30% แต่การดำเนินงานยังเผชิญปัญหาสำคัญด้านการเวนคืนที่ดิน ส่งผลให้สัญญาหลักสัญญาที่ 2 ล่าช้ากว่าแผนราว 10–12% โดยคณะผู้บริหารคาดหวังว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2573.
ภาพรวมโครงการและมูลค่าการลงทุน
โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่นี้เป็นเส้นทางแบบ New Alignment ระยะทางรวม 355 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมประมาณ 66,848.33 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และนครพนม การก่อสร้างถูกแบ่งเป็น 2 สัญญาหลัก
- สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่–หนองพอก ระยะทาง 179.50 กม. ผู้รับจ้างกิจการร่วมค้า เอเอส-ซ.ทวี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ ความก้าวหน้ากว่า 60%
- สัญญาที่ 2 ช่วงหนองพอก–สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม) ระยะทาง 175.28 กม. ผู้รับจ้างกิจการร่วมค้า ยูนิก (UNIQ) ความก้าวหน้าราว 30%
รายละเอียดงานตามสัญญา
ขอบข่ายงานครอบคลุมการก่อสร้างสถานีและพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้าที่มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงการค้าระหว่างภูมิภาค โดยมีการวางแผนสถานีและพื้นที่เก็บตู้คอนเทนเนอร์ดังนี้
| สัญญา | ระยะทาง | ความก้าวหน้า | สถานี/ป้าย/พื้นที่สินค้า |
|---|---|---|---|
| สัญญา 1 | 179.50 กม. | กว่า 60% | สถานี 10 แห่ง, ป้ายหยุดรถ 6 แห่ง, ลานบรรทุกสินค้า 3 แห่ง, ย่านกองเก็บตู้สินค้า 1 แห่ง |
| สัญญา 2 | 175.28 กม. | ประมาณ 30% | สถานี 9 แห่ง, ป้ายหยุดรถ 6 แห่ง, ย่านกองเก็บตู้สินค้า 2 แห่ง |
ปัญหาการเวนคืนที่ดินเป็นปัจจัยเร่งด่วน
ผลการติดตามความคืบหน้าระบุว่าปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อความล่าช้าของงานในสัญญาที่ 2 มาจากกระบวนการเวนคืนที่ดิน เนื่องจากเส้นทางเป็นการตัดผ่านพื้นที่ใหม่ทั้งหมด ไม่มีคันทางเดิมรองรับ ทำให้ต้องจัดการที่ดินแทบทุกรูปแบบ จนเกิดความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่และการเริ่มงานก่อสร้างในบางช่วง
"แม้การส่งมอบพื้นที่ในภาพรวมจะดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานในสัญญาที่ 2 เกิดความล่าช้า มาจากกระบวนการเวนคืนที่ดิน"
ผลกระทบต่อแผนเปิดใช้งานและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ข้อจำกัดด้านเวนคืนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อกำหนดเปิดให้บริการในปี 2573 หากการจัดการที่ดินและการก่อสร้างไม่เร่งรัดเพียงพอ ความล่าช้าจะส่งผลต่อแผนเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของลุ่มน้ำโขง ซึ่งโครงการนี้ตั้งเป้าลดต้นทุนการขนส่งและยกระดับศักยภาพการค้าระหว่างประเทศผ่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 3 ที่นครพนม
สำหรับผู้ประกอบการและภาคการผลิตในพื้นที่จังหวัดที่โครงการผ่าน ต้องติดตามกำหนดการส่งมอบพื้นที่และความเคลื่อนไหวการก่อสร้างเป็นระยะ ๆ เพราะการเปิดใช้งานระบบรางจะเปลี่ยนต้นทุนโลจิสติกส์และรูปแบบการกระจายสินค้าของภูมิภาคอย่างชัดเจน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมายภายในกรอบเวลาที่กำหนด ควรเร่งเครื่องใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- เร่งรัดกระบวนการเวนคืนและการชดเชยให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมการสื่อสารกับชุมชนเพื่อลดข้อขัดแย้ง
- เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างตรงตามแผน
- วางแผนโลจิสติกส์และการลงทุนในย่านกองเก็บตู้สินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของภูมิภาค
โครงการรถไฟทางคู่บ้านไผ่–นครพนมมีศักยภาพเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงข่ายการขนส่งของภาคอีสาน แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการจัดการปัญหาเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะการเวนคืนที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินชะตากรรมการเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้