อุดรธานี — วันนี้ที่โรงพยาบาลอุดรธานี คณะผู้บริหารระดับสูงนำโดยรองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนหน่วยงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาตรวจเยี่ยมและรับฟังผลการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ในเขตสุขภาพที่ 8 โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการผลักดันผลงานวิจัยที่พัฒนาขึ้นในประเทศให้ข้ามจากห้องทดลองไปสู่การใช้จริงในระบบบริการสุขภาพและเชื่อมต่อกับระบบบัตรทอง
เน้นโมเดล “วิจัย-นวัตกรรม-ใช้จริง-สร้างผลกระทบ”
การลงพื้นที่ครั้งนี้ชี้ให้เห็นแนวคิดหลักที่หน่วยงานด้านนวัตกรรมยึดถือ คือไม่วัดความสำเร็จเพียงจำนวนงานวิจัยหรือชิ้นงานต้นแบบ แต่ให้ความสำคัญกับการตอบคำถามว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้จริงและสร้างคุณค่าให้ประเทศอย่างไร ทั้งในด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ
หนึ่งในบทบาทของสถาบันที่เกี่ยวข้องคือนำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ โรงพยาบาล ภาครัฐ และแหล่งทุน เพื่อทำให้นวัตกรรมสามารถเข้าไปสู่ตลาดภาครัฐ ซึ่งหากโรงพยาบาลรัฐยอมรับและนำไปใช้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการขยายผลต่อไป
5 นวัตกรรมที่ติดตามผล
จากการรายงานในการลงพื้นที่ มีการติดตามผลงานนวัตกรรมการแพทย์ไทยจำนวน 5 รายการ ที่พัฒนาขึ้นและกำลังนำไปทดลองใช้งาน คือ วัคซีนป้องกันโรคไอกรน, ระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับอ่านภาพเอกซเรย์, กะโหลกเทียมแบบ 3 มิติ, ถุงทวารเทียมผลิตจากยางพารา และรากฟันเทียม
| นวัตกรรม | ลักษณะเด่น |
|---|---|
| วัคซีนไอกรน | พัฒนาภายในประเทศเพื่อการป้องกันโรคระบาดเฉพาะพื้นที่ |
| AI อ่านเอกซเรย์ | ช่วยประมวลผลภาพและสนับสนุนการวินิจฉัย |
| กะโหลกเทียม 3 มิติ | ผลิตตามแบบเฉพาะบุคคล ลดเวลาและค่าใช้จ่ายการผ่าตัด |
| ถุงทวารเทียมจากยางพารา | ใช้วัสดุท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในประเทศ |
| รากฟันเทียม | ผลิตในประเทศเพื่อรองรับการดูแลทันตกรรมจำนวนมาก |
- เป้าหมายสำคัญคือเชื่อมผลงานเข้ากับระบบการเงินและการจัดซื้อของรัฐ
- การใช้งานจริงในโรงพยาบาลรัฐจะสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการขยายผล
- คำนึงถึงมาตรฐานและความยั่งยืนทางธุรกิจควบคู่ไปกับนวัตกรรม
การสร้างตลาดภาครัฐและลดการนำเข้า
หนึ่งในประเด็นที่ถูกเน้นคือการใช้ ตลาดภาครัฐ เป็นกลไกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ไทย หากโรงพยาบาลในระบบบัตรทองเริ่มนำไปใช้จริง จะทำให้เกิดข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผล ช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจเรื่องการรับรองและการจัดซื้อได้ง่ายขึ้น แผนการนี้ยังตั้งเป้าว่าจะช่วยลดการนำเข้าสินค้าที่มีต้นทุนสูง และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
“สทนว.ไม่เน้นแค่การสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการพาเทคโนโลยีให้ก้าวข้ามจาก ‘ห้องปฏิบัติการ’ ไปสู่ระบบบริการสุขภาพจริง”
ข้อความดังกล่าวสะท้อนทิศทางนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้จริง โดยเฉพาะในระบบที่มีข้อจำกัดด้านมาตรฐานและข้อกำหนดเฉพาะด้านสาธารณสุข
ผลกระทบต่อพื้นที่และความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ
สำหรับจังหวัดอุดรธานี การเป็นพื้นที่นำร่องไม่เพียงให้โรงพยาบาลได้ทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังเป็นโอกาสให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ร่วมผลิตและปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน เช่น การใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบในงานแพทย์ หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทันตกรรมในประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจช่วยสร้างงานและเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น
การยกระดับนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งด้านมาตรฐาน การรับรองที่เหมาะสม และแผนการเงินที่ชัดเจน ผู้เกี่ยวข้องระบุว่าหน้าที่ของสถาบันนวัตกรรมคือการผสานทุกองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผลงานวิจัยกลายเป็นบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง
การติดตามต่อไปคือการรวบรวมข้อมูลการใช้งานจริงในโรงพยาบาลอุดรธานี เพื่อประเมินผลและเตรียมขยายผลสู่โรงพยาบาลรัฐอื่น ๆ ทั่วประเทศ หากขั้นตอนทั้งหมดประสบความสำเร็จ แนวทางนี้อาจเป็นต้นแบบสำหรับการผลักดันนวัตกรรมไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติในระยะยาว