กระบี่ — วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2569 นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน หรือ "ส.ส.ขุน" ส.ส.กระบี่ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย แถลงถึงปัญหาพื้นที่หมดอายุสัมปทานและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งยังไม่มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการบุกรุกและข้อพิพาทในพื้นที่ชุมชน
สภาพปัญหาและตัวเลขพื้นที่
ส.ส.กระบี่ระบุว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินในพื้นที่หมดอายุสัมปทานได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 และมีกำหนดสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2573 โดยจัดสรรงบประมาณไว้ประมาณ 2,932 ล้านบาท เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินในพื้นที่เหล่านี้
"รัฐจำเป็นต้องมีแนวทางบริหารจัดการที่ดินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถมีที่อยู่อาศัยและพื้นที่ประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล"
เบื้องต้น ส.ส.ขุนเปิดเผยตัวเลขพื้นที่หมดอายุสัมปทานในสามจังหวัดภาคใต้รวมกันมากกว่า 266,000 ไร่ แยกเป็น:
- จังหวัดกระบี่ ประมาณ 73,000 ไร่
- จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 140,000 ไร่
- จังหวัดชุมพร ประมาณ 52,000 ไร่
ผลกระทบต่อชุมชนและความเสี่ยง
ตามคำเตือนของ ส.ส.ขุน พื้นที่เหล่านี้หากขาดแผนการบริหารจัดการที่ชัดเจน จะกลายเป็นจุดเสี่ยงต่อการบุกรุกโดยประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ทั้งยังอาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างประชาชนด้วยกันเองหรือกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งหากปล่อยไว้ยาวนานจะส่งผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจต่อชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ไม่เป็นระบบอาจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม หากมีการบุกรุกเข้าไปในเขตป่าสงวนหรือพื้นที่ที่ต้องคุ้มครอง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีป่าและทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ
ข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ส.ส.ขุนเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องเป็นระบบและสอดคล้องกับกรอบกฎหมาย พร้อมทั้งบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ประกอบอาชีพอย่างถูกต้องและยั่งยืน โดยไม่เปิดช่องให้เกิดข้อพิพาทหรือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
แนวทางที่ ส.ส.ขุนเสนอควรประกอบด้วยการสำรวจพื้นที่จริง การจัดทำแผนบริหารจัดการที่ชัดเจน การกำหนดสิทธิการใช้ประโยชน์ภายใต้กฎหมาย และการให้ความช่วยเหลือเชิงนโยบายแก่ชุมชนที่มีความจำเป็น
ตารางสรุปพื้นที่หมดอายุสัมปทานใน 3 จังหวัด
| จังหวัด | พื้นที่ (ไร่) |
|---|---|
| กระบี่ | 73,000 |
| สุราษฎร์ธานี | 140,000 |
| ชุมพร | 52,000 |
| รวม | 266,000 |
สิ่งที่ชุมชนและหน่วยงานควรเตรียมตัว
- สำรวจและทำแผนพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐและชุมชนท้องถิ่น
- กำหนดหลักเกณฑ์การให้สิทธิ์ใช้ที่ดินภายใต้กฎหมายอย่างชัดเจน
- จัดระบบเยียวยาหรือจัดที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ทำกินตามหลักความเป็นธรรม
- บูรณาการการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่
กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นที่หน่วยงานทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติจะต้องร่วมกันหามาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันปัญหาการบุกรุกและข้อพิพาทในอนาคต พร้อมทั้งรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ในอนาคต รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานและบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องรอการประกาศจากฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการใช้จ่ายงบประมาณและการดำเนินโครงการจะบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงที่ดินและความยั่งยืนของชุมชนหรือไม่