ปฏิบัติการตรวจค้นธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยว
กระบี่ – ตำรวจภูธรภาค 8 สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดปฏิบัติการตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าใช้บุคคลไทยเป็นผู้ถือครองแทนชาวต่างชาติในพื้นที่ ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569 การดำเนินการครั้งนี้ครอบคลุมสถานประกอบการหลายประเภท ทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้า รวม 5 จุด
การปฏิบัติการนำโดย พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบโครงสร้างการประกอบธุรกิจ การถือหุ้น การถือครองทรัพย์สิน ตลอดจนการนำเข้าสินค้าและการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการ
ตรวจร้านค้า พบสินค้านำเข้ารอพิสูจน์แหล่งที่มา
หนึ่งในจุดตรวจค้นอยู่บริเวณซอยอ่าวนาง 11 เป็นร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบอาหาร เครื่องเทศ เครื่องปรุงรส ข้าวสาร แป้ง เวชภัณฑ์ และเครื่องสำอาง เจ้าหน้าที่ระบุว่าพบสินค้าจำนวนหนึ่งนำเข้าจากประเทศเมียนมา แต่ไม่มีฉลากหรือเครื่องหมายที่แสดงรายละเอียดการนำเข้าอย่างถูกต้อง จึงอายัดสินค้าไว้เพื่อตรวจสอบตามขั้นตอน
ข้อมูลจากการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า ร้านดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนในระดับ หลักสิบล้านบาทต่อปี ประเด็นสำคัญหลังจากนี้คือการตรวจสอบเส้นทางสินค้า เอกสารการนำเข้า และการผ่านพิธีการศุลกากรว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ การอายัดสินค้าเป็นขั้นตอนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะที่ข้อสรุปเกี่ยวกับความผิดต้องรอผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
โรงแรมและร้านอาหารถูกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือครอง
เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นกลุ่มธุรกิจโรงแรมและที่พักของบริษัท วูปเปอร์ส ฮอสพิทาลิตี้ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าชายหาดนพรัตน์ธารา โดยระบุว่าจากการตรวจสอบพบการใช้บุคคลชาวไทยถือครองแทนชาวอินเดีย และมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการภายใต้ชื่อบริษัท วูปเปอร์ส ฮอสพิทาลิตี้ จำกัด ในประเทศอินเดีย
นอกจากนั้น ยังเข้าตรวจค้นร้านอาหารอินเดียในพื้นที่อ่าวนางอีก 3 แห่ง เจ้าหน้าที่ระบุว่าร้านทั้งสามแห่งดำเนินกิจการมานานกว่า 10 ปี แต่แจ้งผลประกอบการขาดทุนทุกปี และไม่เคยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยพบข้อมูลการใช้คนไทยเชื้อสายอินเดียเป็นผู้ถือครองแทน ข้อมูลดังกล่าวอยู่ระหว่างการรวบรวมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายและตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละนิติบุคคล
ออกหมายจับ 28 ราย จับกุมแล้ว 22 ราย
พล.ต.ต.พิษณุ อัชนะพรกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ เปิดเผยผลการปฏิบัติการว่า เจ้าหน้าที่ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกับทั้ง 5 จุด รวม 28 ราย สามารถจับกุมได้แล้ว 22 ราย ส่วนที่เหลือมีรายงานว่า 2 รายหลบหนีออกนอกประเทศ และอีก 4 รายหลบหนีออกจากพื้นที่ ขณะนี้การดำเนินการยังอยู่ในกระบวนการติดตามตัว สอบสวน และรวบรวมหลักฐาน
สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การตรวจสอบว่าการใช้บุคคลไทยถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่จึงต้องพิจารณาทั้งเอกสารการจดทะเบียน แหล่งเงินทุน อำนาจในการบริหารกิจการ ผลประโยชน์ที่แท้จริง และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับบริษัทแต่ละแห่ง การถูกออกหมายจับหรือถูกจับกุมยังเป็นเพียงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้คดีตามกฎหมาย
ผลตรวจสอบนิติบุคคลในภาพรวม
ตำรวจระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ตรวจสอบนิติบุคคลทั้งหมด 1,154 ราย และพบกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการถือหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์จำนวน 30 ราย โดยได้แจ้งความดำเนินคดีแล้วทั้ง 30 ราย การตรวจสอบยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดินจำนวน 59 แปลง มีเนื้อที่รวมกว่า 164 ไร่ และมีราคาประเมินรวม 734,551,520 บาท
| ประเด็นตรวจสอบ | ข้อมูลที่พบ |
|---|---|
| สถานที่ตรวจค้น | 5 จุดในพื้นที่อ่าวนาง |
| หมายจับ | 28 ราย |
| จับกุมแล้ว | 22 ราย |
| นิติบุคคลที่ตรวจสอบ | 1,154 ราย |
| กลุ่มถือหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์ | 30 ราย |
| ที่ดินที่ตรวจพบ | 59 แปลง รวมกว่า 164 ไร่ |
| ราคาประเมินรวม | 734,551,520 บาท |
ผลกระทบต่อพื้นที่ท่องเที่ยวและการกำกับดูแล
อ่าวนางเป็นพื้นที่ที่มีธุรกิจบริการและการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวจำนวนมาก การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง แต่ยังสะท้อนความจำเป็นในการกำกับดูแลธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ การใช้ที่ดิน และการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแข่งขันในพื้นที่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยถูกต้อง
ข้อมูลเรื่องที่ดินและราคาประเมินที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินจำนวนมากในพื้นที่ท่องเที่ยว ส่วนรายละเอียดว่าที่ดินแต่ละแปลงมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ และมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจใด จะต้องรอการตรวจสอบเอกสารและพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนผู้ถูกจับกุม ตรวจสอบทรัพย์สิน เอกสารทางบัญชี และเส้นทางการเงิน รวมทั้งติดตามผู้ที่หลบหนีมาดำเนินคดีตามกระบวนการ ขณะที่สินค้าที่อายัดจากร้านค้าและข้อมูลของนิติบุคคลทั้ง 30 รายจะต้องผ่านการตรวจพิสูจน์และประเมินพยานหลักฐานก่อนมีข้อสรุปหรือดำเนินการในขั้นต่อไป
- การตรวจค้นครอบคลุมโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าในอ่าวนาง
- ผู้เกี่ยวข้องถูกออกหมายจับ 28 ราย จับกุมแล้ว 22 ราย
- พบข้อมูลการถือครองที่ดิน 59 แปลง รวมกว่า 164 ไร่ ราคาประเมินกว่า 734 ล้านบาท