เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569 คณะผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมนำโดย นายฟาม ง็อก เถือง รองรัฐมนตรีฯ ติดตามการเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ ณ โรงเรียนประถมญาตรัง (เทศบาลญาตรัง จังหวัดคั้ญฮวา) ซึ่งหลังการปรับโครงสร้างกลายเป็นหนึ่งในโรงเรียนประถมที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดของประเทศ
ตัวเลขสะท้อนขนาดความท้าทาย
ข้อมูลจากการประชุมระบุว่า ณ ปัจจุบันโรงเรียนประถมญาตรังมีนักเรียนกว่า 10,500 คน แบ่งเป็น 287 ห้องเรียน และมีครู ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่รวมเกือบ 600 คน พร้อมทั้งมีสาขาย่อยถึง 13 แห่ง ภายใต้การบริหารเดียวกัน
| ตัวชี้วัด | จำนวน |
|---|---|
| นักเรียน | 10,500+ |
| ห้องเรียน | 287 |
| ครู/เจ้าหน้าที่ | เกือบ 600 |
| สาขา | 13 |
| พนักงานบัญชี | 2 คน |
ข้อกังวลด้านการบริหารและการประสานงาน
ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมญาตรังได้รายงานต่อคณะผู้แทนว่า การควบรวมช่วยให้เกิดประโยชน์ด้านการจัดสรรครูเช่น สามารถส่งครูผู้เชี่ยวชาญสอนวิชาที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม แต่ในทางกลับกันยังมีปัญหาในเชิงบริหารที่ต้องเร่งแก้ไข
“ปัจจุบันโรงเรียนมีสาขา 13 แห่ง แต่มีพนักงานบัญชีเพียง 2 คน ในขณะที่ปริมาณงานมีมาก ทำให้ผู้รับผิดชอบด้านการเงินต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ”
นอกจากนี้ยังขาดหน่วยประสานงานศูนย์กลางสำหรับกิจกรรมด้านการศึกษา เรื่องการเงิน การบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการจัดการกิจกรรมของสมาคมผู้ปกครองและครู ทำให้การบริหารแบบรวมศูนย์มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการให้บริการแก่นักเรียนได้
การจัดสรรทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยี
ประเด็นที่ถูกหยิบยกในการประชุมคือความจำเป็นในการจัดตั้งระบบที่ช่วยให้การบริหารงานด้านบุคลากรและการเงินมีความคล่องตัวมากขึ้น เช่น
- การเพิ่มบุคลากรด้านการเงินและบัญชี
- ระบบบันทึกข้อมูลนักเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเชื่อมโยงสาขาต่าง ๆ
- กลไกการประสานงานระหว่างผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการทุกสาขา
นายเหงียน ทันห์ ซอน ประธานคณะกรรมการประชาชนเขตญาตรังชี้ว่า เขตได้จัดตั้งกลุ่มสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อระหว่างผู้บริหารแต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงชั่วคราวที่ยังไม่ทดแทนระบบบริหารกลางที่มีประสิทธิภาพ
คำชี้แนะจากกระทรวงเพื่อมุ่งสู่การศึกษาเป็นศูนย์กลางนักเรียน
ในการตรวจเยี่ยม รองรัฐมนตรีฟาม ง็อก เถืองเน้นย้ำว่าการจัดโครงสร้างขนาดใหญ่ต้องไม่ลืมเป้าหมายหลักคือการดูแลนักเรียนเป็นศูนย์กลางและหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้ และได้เรียกร้องให้เสริมการบริหารจัดการเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น
จากการหารือชัดเจนว่าการปรับโครงสร้างให้ได้ผลจำเป็นต้องดำเนินการทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติการ เช่น การจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มเจ้าหน้าที่สนับสนุน การติดตั้งระบบสารสนเทศกลาง และการพัฒนากระบวนการบัญชีให้ทันท่วงที
ผลกระทบต่อผู้ปกครองและชุมชน
การรวมโรงเรียนในระดับดังกล่าวมีผลต่อผู้ปกครองทั้งด้านความสะดวกและความกังวล โดยข้อดีคือการเข้าถึงทรัพยากรครูผู้เชี่ยวชาญได้ดีขึ้น แต่ผู้ปกครองอาจเผชิญความยุ่งยากจากระบบบริหารที่ยังไม่ลงตัว เช่น การติดตามผลการเรียน การชำระเงิน และการสื่อสารกับครูผู้สอน
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการศึกษาขนาดใหญ่ต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานท้องถิ่น ผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง เพื่อออกแบบระบบที่คงไว้ซึ่งคุณภาพการสอนและความปลอดภัยของนักเรียน
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือมาตรการเชิงปฏิบัติที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประกาศใช้เพื่อบรรเทาปัญหาการบริหาร และแผนการพัฒนาระบบสารสนเทศและบุคลากรให้สอดคล้องกับขนาดของโรงเรียนในระยะถัดไป