ข้อมูลภาพรวมการผลิตมังคุดของจังหวัด
จังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับการขนานนามว่าเป็น มหานครมังคุดใต้ เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกมังคุดแพร่หลายทั่วจังหวัด ทั้งพื้นที่ราบ ลาดเชิงเขา และบนภูเขาสูง ทำให้มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานมังคุดของภาคใต้และของประเทศ ข้อมูลที่นำเสนอในการประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามคาดคะเนสถานการณ์ผลไม้จังหวัด ครั้งที่ 3 ระบุว่า สำหรับปี พ.ศ. 2569 จังหวัดมีตัวเลขสำคัญดังนี้
| ตัวชี้วัด | จำนวน |
|---|---|
| พื้นที่ปลูกมังคุด | 98,432 ไร่ |
| พื้นที่ให้ผลผลิต | 94,049 ไร่ |
| ผลผลิตคาดการณ์ | 45,994 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.22 เมื่อเทียบกับ พ.ศ. 2568) |
| ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ | 489 กก./ไร่ |
สัดส่วนผลผลิตและมาตรฐานการผลิต
จากปริมาณผลผลิตรวมที่คาดการณ์ แยกเป็นผลผลิตในฤดูปกติจำนวน 41,216.9 ตัน คิดเป็นร้อยละ 89.61 ของทั้งหมด โดยที่มีการเก็บเกี่ยวแล้ว 26,116.184 ตัน หรือร้อยละ 63.48 ส่วนผลผลิตนอกฤดูอยู่ที่ประมาณ 4,771.1 ตัน หรือร้อยละ 10.39 ของผลผลิตรวม
ด้านการยกระดับมาตรฐานการผลิต จังหวัดมีพื้นที่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 30,094.30 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.99 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขยายตลาดที่ให้ราคาดีและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
แผนบริหารจัดการและมาตรการเชิงปฏิบัติการ
แผนการดำเนินงานที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมีหลายแนวทางเพื่อยกระดับมังคุดให้เป็นสินค้าเกษตรมีมูลค่าสูงและคงความยั่งยืนของการผลิต ได้แก่
- การยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการอบรมและส่งเสริมการรับรองมาตรฐาน
- การส่งเสริมและอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI สำหรับมังคุดเขาคีรีวง โดยมีเกษตรกรที่ได้รับอนุญาตแล้ว 86 ราย
- พัฒนาจุดรวบรวมผลผลิตและระบบตลาด ทั้งการจัดตั้งลานประมูลและจุดเปิดท้ายที่ช่วยให้ผู้ซื้อเข้าถึงผลผลิตโดยตรง
- สนับสนุนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ตะกร้าหูเหล็กคุณภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมและการขนส่ง
- รวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองและลดต้นทุนด้านแรงงาน
“สำหรับแผนบริหารจัดการมังคุดจังหวัดนครศรีธรรมราชได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัดดำเนินการขับเคลื่อนงานตามแผนที่วางไว้” — อัญชลี สุวจิตตานนท์, อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร
ความหมายเชิงเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ต้องระวัง
การที่นครศรีธรรมราชมีผลผลิตมังคุดสูงและพื้นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจำนวนมากเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่การทำให้ข้อได้เปรียบเหล่านี้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการจัดการเชิงระบบ ทั้งด้านการตลาด โครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง การเก็บรักษาผลผลิต รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านโรคระบาดพืชและความผันผวนของราคาในตลาด
การจัดตั้งลานประมูลในพื้นที่อำเภอลานสกาและอำเภอพรหมคีรี รวมถึงการส่งเสริมจุดรวบรวมในรูปแปลงใหญ่ ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้สะดวกรวดเร็ว ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ตกกับผู้ผลิตโดยตรง
ข้อเสนอเพื่อการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่า
จากการวิเคราะห์เชิงนโยบาย การผลักดันมังคุดให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์ของจังหวัดควรเดินควบคู่ไปกับ:
- การพัฒนาแบรนด์ท้องถิ่นและการตลาดเชิงรอบด้าน ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก
- การสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ผลิตเพื่อรองรับระบบประมูลและการจำหน่ายโดยตรง
- การลงทุนในห้องเย็นและมาตรฐานโลจิสติกส์เพื่อลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว
การขับเคลื่อนตามแผนที่วางไว้หากทำอย่างเป็นระบบและมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานทั้งด้านการเกษตร พาณิชย์ สหกรณ์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะทำให้บทบาทของนครศรีธรรมราชในฐานะ มหานครมังคุดใต้ มีความชัดเจนขึ้น และแปรเป็นรายได้ที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในอนาคต