บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ประกาศแผนพัฒนาพื้นที่สำหรับศูนย์ข้อมูลหรือ ดาต้าเซ็นเตอร์พาร์ค ขนาดใหญ่ในพื้นที่ประเทศไทย โดยชี้เป้าพื้นที่ที่มีศักยภาพรวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และจังหวัดสระบุรี ที่บริษัทมีที่ดินนิคมอุตสาหกรรมพร้อมและอยู่ระหว่างการขยายพื้นที่เพิ่มเติมเกือบ 3,000 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง
ทิศทางการพัฒนาและรูปแบบการลงทุน
WHA ระบุแผนพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ขนาดประมาณ 1,000–2,000 ไร่ ขึ้นไปต่อโครงการ ซึ่งบางโมเดลมีการระบุขนาดพื้นที่มากกว่า 2,000 ไร่ เพื่อจัดตั้งระบบนิเวศ (ecosystem) ของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างครบวงจร ไม่เพียงแต่จัดสรรที่ดินสำหรับอาคารศูนย์ข้อมูลเท่านั้น แต่รวมถึงการจัดเตรียมระบบพลังงาน น้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และศูนย์ฝึกอบรม รวมทั้งการดึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศมาร่วมพัฒนา
บริษัทกำลังเจรจาหารือกับพันธมิตรเพื่อออกแบบระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับความต้องการใช้พลังงานสูงของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเปิดรับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและสาธารณูปโภค
ความท้าทายด้านพลังงานและโครงข่าย
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ WHA เน้นย้ำคือความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้า โดยไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณกำลังผลิต แต่เป็นความสามารถของสายส่งและสถานีไฟฟ้ารองรับการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก ข้อมูลที่บริษัทหยิบยกมาแสดงให้เห็นพัฒนาการของกำลังผลิตและการใช้พลังงานของประเทศ ได้แก่ กำลังการผลิตรวมประมาณ 49,000 เมกะวัตต์ การใช้จริงราว 35,000 เมกะวัตต์ และกำลังสำรองประมาณ 15,000 เมกะวัตต์ แต่จุดอ่อนสำคัญคือข้อจำกัดของสายส่งในบางพื้นที่
สำหรับพลังงานสะอาด WHA ระบุว่าปัจจุบันยังเน้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ขณะที่ในระยะยาวอาจต้องพิจารณาเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
ความต้องการจากตลาดและการรอกรอบกติกาของรัฐ
บริษัทเปิดเผยว่าได้รับการติดต่อจากลูกค้ารายใหญ่ของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนยังขึ้นกับกรอบกำกับดูแลของภาครัฐ โดยเฉพาะการกำหนด โซนนิ่ง และมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการจองกำลังไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้น
“ดาต้าเซ็นเตอร์มีลูกค้ารายใหญ่ติดต่อมามากกว่า 10 ราย แต่ยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐในการออกมาตรการควบคุมโซนนิ่ง”
WHA คาดหวังว่าภาครัฐจะให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ภายในเวลา 1 เดือน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจและทิศทางการลงทุนในวงกว้าง
มาตรการที่ WHA เห็นว่าจำเป็น
นอกเหนือจากการกำหนดโซนนิ่ง WHA เสนอหลักเกณฑ์เชิงป้องกันเพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรระบบไฟฟ้ามีความเป็นธรรมและไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ลงทุนจริง โดยเฉพาะข้อเสนอเกี่ยวกับการป้องกันการ “จองไฟ” ดังนี้
- กำหนดให้ผู้ขอใช้ไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์มี Bank Guarantee เพื่อค้ำประกันการใช้งานตามแผน หากไม่ใช้งานตามแผนอาจยึดคืนหลักประกันได้
- ออกมาตรการจัดแบ่งโซนสำหรับการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน เพื่อลดปัญหาการตั้งศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ชุมชนเมือง
- พิจารณาโครงสร้างราคาพลังงานไม่ให้เป็นภาระของประชาชนทั่วไป โดยแยกต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ออกจากการชาร์จที่ส่งผลต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
ผลกระทบต่อจังหวัดสระบุรีและข้อพิจารณาท้องถิ่น
สำหรับจังหวัดสระบุรี การมีนิคมอุตสาหกรรมของ WHA และแผนขยายพื้นที่เกือบ 3,000 ไร่ หมายความว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงของการใช้ที่ดินและความต้องการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งจะส่งผลต่อการจ้างงาน การพัฒนาซัพพลายเชนในพื้นที่ และความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านไอทีและการจัดการพลังงาน
ด้านผู้ประกอบการท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับทั้งด้านการพัฒนาแรงงาน การวางผังเมือง และการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุนขนาดใหญ่ยกระดับเศรษฐกิจโดยไม่เป็นภาระต่อชุมชน
สรุป
แผนของ WHA ในการพัฒนา ดาต้าเซ็นเตอร์พาร์ค ขนาดใหญ่ใน EEC และสระบุรี เป็นสัญญาณของการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศ แต่การเดินหน้าลงทุนขึ้นกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสายส่งไฟฟ้าและการกำกับดูแลจากภาครัฐ หากรัฐบาลออกกรอบโซนนิ่งและมาตรการควบคุมที่ชัดเจนได้ภายในเวลาที่คาดหมาย ก็อาจเร่งให้การลงทุนเกิดขึ้นและสร้างผลเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม