ผู้รับเหมาร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม
วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569 ผู้แทนบริษัทผู้รับเหมาจำนวนหนึ่ง เดินทางมายังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดระยองเพื่อยื่นหนังสือขอให้หน่วยงานรัฐช่วยประสานแก้ปัญหาการค้างชำระค่างวดงานโครงการก่อสร้างท่อ โดยตัวแทนระบุว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการไม่ได้รับเงินตามงวดงานนับตั้งแต่เริ่มทำสัญญาในปี พ.ศ. 2566
มูลหนี้และระยะเวลาค้างจ่าย
จากเอกสารที่นำมายื่นต่อศูนย์ดำรงธรรม บริษัทที่เป็นผู้รับเหมาอ้างว่ามียอดค้างชำระรวมประมาณ 61,140,000 บาท ซึ่งล่วงเลยมานานถึง 1,044 วัน นับตั้งแต่วันที่งวดเงินงวดแรกตามสัญญาควรได้รับการจ่าย
ผลกระทบต่อสภาพคล่องและการดำเนินงาน
ผู้ร้องเรียนระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กิจการต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทและเงินกู้ในการรักษาการดำเนินงาน ส่งผลให้ต้องหยุดหรือชะงักการก่อสร้างบางส่วน และส่งผลต่อการจ่ายค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งการชำระหนี้ต่อผู้รับเหมาช่วงและผู้จำหน่ายวัสดุ
ความพยายามทวงถามและเอกสารประกอบ
ตามคำร้อง บริษัทได้ดำเนินการติดตามเรียกร้องผ่านหลายช่องทาง ทั้งการส่งหนังสือ การใช้ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ การโทรศัพท์และการประชุม แต่ยังไม่ได้รับการชำระเงินอย่างครบถ้วนหรือคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับกำหนดการชำระยอดคงค้าง
- มูลค่ายอดค้างที่อ้าง: 61,140,000 บาท
- ระยะเวลาที่ค้างจ่าย: 1,044 วัน
- ประเภทงาน: งานก่อสร้างท่อในพื้นที่อำเภอนิคมพัฒนา
การรับเรื่องจากหน่วยงานรัฐ
หลังจากรับหนังสือ ทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดระยองได้มีผู้รับผิดชอบลงบันทึกเรื่องร้องเรียนเพื่อพิจารณาประสานหน่วยงานและคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาชี้แจงและหาแนวทางประนีประนอม โดยมีเจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานร่วมตรวจสอบพื้นฐานเอกสาร
"ขณะนี้ผู้รับเหมาประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก จำเป็นต้องให้หน่วยงานรัฐช่วยเรียกคู่สัญญาเข้ามาเจรจาเพื่อกำหนดการชำระ หรือพิจารณาวิธีการผ่อนชำระที่จะทำให้การดำเนินงานต่อไปได้"
ประเด็นกฎหมายและความรับผิดชอบ
จากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่าผู้ร้องไม่ได้ทำสัญญาตรงกับบริษัทแม่ของโครงการ แต่เป็นการทำสัญญาผ่านคู่สัญญาอีกทอดหนึ่ง ทำให้กรอบการใช้กฎหมายแรงงานหรือการดำเนินคดีโดยตรงต่อบริษัทแม่อาจมีความซับซ้อนและจำเป็นต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสัญญาอย่างละเอียดก่อนดำเนินการทางกฎหมาย
ภาพรวมผลกระทบต่อท้องถิ่น
เหตุการณ์การค้างชำระค่างานขนาดหลายสิบล้านบาทเช่นนี้ ไม่เพียงกระทบต่อกิจการผู้รับเหมาย่อยเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมในพื้นที่ ทั้งผู้รับเหมาช่วง ผู้จำหน่ายวัสดุ และแรงงานในพื้นที่นิคมพัฒนา หากปัญหาไม่สามารถตกลงกันได้และมีการฟ้องร้องยาวนาน อาจเกิดปัญหาการว่างงานและการหยุดชะงักของโครงการสาธารณะหรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องควรดำเนินการต่อไป
ในขั้นตอนต่อไป หน่วยงานที่รับเรื่องควร:
- ตรวจสอบความสัมพันธ์ของสัญญาและเอกสารการชำระเงินที่ผู้ร้องนำเสนอ
- ประสานคู่สัญญาต้นทางให้เข้ามาชี้แจงและเสนอแผนการชำระที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร
- ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ผู้รับเหมารายย่อยเกี่ยวกับสิทธิตามสัญญาและมาตรการคุ้มครองแรงงานที่อาจนำมาใช้ได้
สถานการณ์นี้ยังต้องติดตามว่าคู่สัญญาจะเข้ามาเจรจาและยอมเสนอแนวทางชำระเงินหรือไม่ รวมทั้งผลการตรวจสอบเอกสารของหน่วยงานรัฐที่จะเป็นตัวชี้ขาดในการช่วยคลี่คลายปัญหาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่
อัจฉรา บุญช่วย, ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดระยอง, WE NEWS