ญาติผู้ป่วยจากอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เรียกร้องความเป็นธรรมต่อการรักษาพยาบาลหลังสามีของนางนวลจันทร์ เสียชีวิตด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ภายหลังเข้ารับการรักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลหนึ่งในพื้นที่แล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและพักสังเกตการณ์ก่อนให้กลับบ้าน
ครอบครัวตั้งข้อสงสัยกับการวินิจฉัยและการสื่อสาร
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นางนวลจันทร์เล่าว่า ขณะนำสามีที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและล้มไปหาหมอ ได้แจ้งประวัติผู้ป่วยว่ามีโรคหัวใจและนำยาประจำตัวมาให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย แต่ผู้ดูแลครั้งแรกไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลดังกล่าว ผลการวินิจฉัยเบื้องต้นขณะนั้นเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง จึงได้รับยาและกลับไปพักฟื้นที่บ้าน
ขณะที่ผู้ป่วยยังสามารถพูดคุยและเคลื่อนไหวได้ ต่อมาเมื่อขับออกจากโรงพยาบาลได้ราว 1 กิโลเมตร อาการกลับทรุดหนัก มือและเท้าหดเกร็ง ญาติจึงนำตัวกลับโรงพยาบาลเดิมแต่พบว่าแพทย์และพยาบาลชุดแรกพ้นเวรแล้ว ทางเวรใหม่ตรวจพบอาการเข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมอง จึงส่งตัวต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลในอำเภอเมืองระยอง
การรักษาที่โรงพยาบาลระยองและการเสียชีวิต
ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระยองเป็นเวลาโดยประมาณ 18 ชั่วโมงก่อนเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งทำให้ครอบครัวตั้งคำถามว่าหากข้อมูลประวัติการรักษาและอาการได้รับการใส่ใจมากขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก อาการอาจได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที ส่งผลให้การสูญเสียอาจลดลงหรือไม่
"ตอนนี้กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทีมพยาบาลและแพทย์ที่ให้การรักษาผู้ป่วยในวันนั้น"
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ถูกสอบถามชี้แจงว่าได้สั่งให้ทีมบริหารตรวจสอบกระบวนการรักษาและการดูแลผู้ป่วยในวันเกิดเหตุ เพื่อรวบรวมข้อมูลและสรุปข้อเท็จจริงโดยเร็ว
ผลกระทบด้านความเชื่อมั่นและสิทธิผู้ป่วย
เหตุการณ์ลักษณะนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการรักษาพยาบาลระดับพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่ญาติผู้ป่วยให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประวัติและยาที่รับประทานเป็นประจำแล้วไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเพียงพอ การรับฟังข้อมูลจากผู้ป่วยและญาติถือเป็นส่วนสำคัญของการประเมินอาการและการวินิจฉัยโรคเฉียบพลัน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องการการตรวจและการรักษาแบบเร่งด่วน
- สิทธิในการตรวจสอบ ญาติผู้เสียชีวิตมีสิทธิขอทราบรายละเอียดแผนการรักษาและประวัติการให้การพยาบาลที่เกี่ยวข้อง
- ความจำเป็นของการสื่อสาร เจ้าหน้าที่ควรรับฟังข้อมูลจากญาติและบันทึกประวัติยาอย่างรอบด้าน
- การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ต้องมีแนวปฏิบัติชัดเจนในการส่งต่อเมื่อพบอาการที่อาจเป็นสโตรก
คำแนะนำสำหรับประชาชน
กรณีมีผู้ป่วยที่มีประวัติโรครุนแรงหรือรับยาประจำ ควรนำบันทึกการรักษาและยาติดตัวไปด้วยทุกครั้ง และแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบอย่างชัดเจน หากอาการทรุดลงหลังออกจากสถานพยาบาล ควรรีบกลับมารับการรักษาหรือขอคำปรึกษาเพิ่มเติมทันที โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้ามุมเดียวตก
| เหตุการณ์ | เวลาประมาณ |
|---|---|
| เข้ารับการรักษาครั้งแรก | 7 สิงหาคม |
| อาการทรุดขณะเดินทางกลับ | ประมาณ 1 กิโลเมตรหลังออกจากรพ. |
| ส่งตัวต่อไปยังรพ.ระยอง | หลังตรวจพบอาการเข้าข่ายสโตรก |
| เสียชีวิต | ประมาณ 18 ชั่วโมงหลังเข้ารับการรักษาที่รพ.ระยอง |
ขณะนี้โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมข้อมูลจากทีมแพทย์และพยาบาลเพื่อสรุปข้อเท็จจริง และจะต้องชี้แจงต่อญาติผู้เสียชีวิต หากพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจต้องพิจารณามาตรการทางวินัยหรือการแก้ไขกระบวนการภายในเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นตัวเตือนว่าการวินิจฉัยในเบื้องต้นและการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ มีผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่ต้องการการแทรกแซงอย่างทันท่วงที
อัจฉรา บุญช่วย, ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดระยอง, WE NEWS