นครพนม — เกิดเหตุ น้ำหลากกัดเซาะจนทำให้ทางเบี่ยงของโครงการก่อสร้างสะพานบริเวณบ้านโนนสวรรค์ หมู่ 2 ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน ขาดและเสียหายทั้งหมด ส่งผลให้รถทุกชนิดไม่สามารถเข้า–ออกหมู่บ้านได้ ประชาชนต้องใช้เส้นทางอ้อมซึ่งยาวกว่า 10 กิโลเมตร และบางเส้นทางมีสภาพเป็นโคลนจนไม่สามารถสัญจรได้
ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในชุมชน
จากการสำรวจพื้นที่ สภาพกระแสน้ำได้กัดเซาะชั้นดินและวัสดุที่ใช้สร้างทางเบี่ยงจนเกิดช่องขาดขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุให้การสัญจรหลักถูกตัดขาด ท้ายที่สุดทำให้ชาวบ้านต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางสำรองที่มีระยะทางไกลและลักษณะทางไม่เหมาะสมต่อการสัญจร โดยเฉพาะเมื่อพื้นผิวถนนเปลี่ยนเป็นดินโคลน
ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือคนที่ต้องเดินทางเป็นประจำ ได้แก่ แรงงานที่ไปทำงานในต่างพื้นที่ เด็กนักเรียนที่ต้องไปโรงเรียน และผู้สูงอายุรวมถึงผู้ป่วยที่อาจมีเหตุฉุกเฉิน การสัญจรล่าช้าหรือไม่สามารถเดินทางได้ทันเวลาเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย
คำยืนยันจากผู้นำชุมชนและการประสานงาน
"ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนหนักครับ ทางหลักเข้า–ออกหมู่บ้านขาดทั้งหมด รถยนต์และรถจักรยานยนต์ผ่านไม่ได้ ต้องอ้อมไปอีกกว่า 10 กิโลเมตร บางเส้นทางก็เริ่มเป็นโคลนแล้ว ที่น่าเป็นห่วงคือเด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย หากมีเหตุฉุกเฉินและต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล การเดินทางจะลำบากมาก"
คำกล่าวข้างต้นมาจากนายทวีศักดิ์ บุญธรรม ผู้ใหญ่บ้านโนนสวรรค์ หมู่ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รายงานสถานการณ์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้ประสานไปยังนายอำเภอท่าอุเทนและได้ขอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนมนำเครื่องจักรเข้าซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน
เส้นทางสำรองที่ชาวบ้านต้องใช้ชั่วคราว
- เส้นทางซอย 3 ออกบริเวณนาอาจารย์ไพรัตน์ ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร — พื้นผิวเริ่มเป็นดินโคลน ต้องใช้ความระมัดระวัง
- เส้นทางซอย 4 ออกบ้านหาดทรายเพ — ระยะทางมากกว่า 10 กิโลเมตร
- เส้นทางซอย 2 ไปสะพาน 2 — สภาพเป็นโคลนตม รถทุกชนิดผ่านไม่ได้
| เส้นทาง | สถานะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เส้นทางหลัก (ทางเบี่ยงโครงการสะพาน) | ขาดเสียหาย | รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ |
| ซอย 3 | ใช้ได้ชั่วคราว | ระยะทางประมาณ 10 กม. พื้นเริ่มเป็นโคลน |
| ซอย 4 | ใช้ได้ชั่วคราว | ระยะทางมากกว่า 10 กม. |
| ซอย 2 | ใช้ไม่ได้ | สภาพเป็นโคลนตม |
เหตุการณ์น้ำหลากครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงและไหลเชี่ยวในพื้นที่ โดยบันทึกสถานการณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งทำให้ชุมชนต้องเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงบริการพื้นฐานและความเสี่ยงในกรณีฉุกเฉิน
ความต้องการของชุมชนและแนวทางเร่งด่วน
ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด เร่งส่งเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่เพื่อซ่อมแซมทางเบี่ยงและปรับปรุงเส้นทางสำรองให้สามารถสัญจรได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ชุมชนต้องการการประเมินความเสี่ยงระยะยาวของโครงการก่อสร้างสะพาน เพื่อหามาตรการป้องกันการกัดเซาะซ้ำในอนาคต
ในระหว่างการรอความช่วยเหลือ ชาวบ้านแนะนำให้ผู้ที่ต้องเดินทางเผื่อเวลาเพิ่มขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางที่มีลักษณะโคลนหรือเสี่ยงต่อการติดหล่ม หากมีเหตุฉุกเฉินขอให้แจ้งผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานในพื้นที่เพื่อจัดการนำส่งหรือประสานหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน
สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างของผลกระทบจากภัยน้ำหลากต่อโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กในชุมชนชนบท ซึ่งต้องอาศัยการตอบสนองที่รวดเร็วและการวางแผนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงในการสัญจรและความปลอดภัยของประชาชน