วันที่ 19 ส.ค. พันธกิจติดตามสถานการณ์แนวชายแดนระหว่างจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดของ คณะกรรมาธิการการทหาร ของสภาผู้แทนราษฎร มุ่งตรวจสอบข้อกังวลสาธารณะเรื่องคุณภาพบังเกอร์คุ้มภัยทหารที่ถูกหยิบยกเป็นประเด็นทางสาธารณะเมื่อเดือนก่อน
การตรวจสอบและข้อสรุปเบื้องต้น
หลังเกิดคำถามเกี่ยวกับบังเกอร์ที่มีการอ้างถึงงบประมาณประมาณ 50,000 บาทต่อหลัง คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบังเกอร์จริง โดยรับฟังคำชี้แจงจากหน่วยบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) และหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผลการตรวจสอบระบุว่า บังเกอร์ที่ก่อสร้างและปรับปรุงจนแล้วเสร็จในปัจจุบันมีความแข็งแรงและสามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์
คณะกรรมาธิการชี้แจงว่า งบประมาณที่ถูกกล่าวถึงในช่วงแรกเป็นการประเมินเบื้องต้นสำหรับวัสดุอุปกรณ์ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งสร้างที่มั่นเพื่อความปลอดภัยของกำลังพลในระหว่างการปะทะรอบแรก ไม่ได้หมายถึงราคาสเปกก่อสร้างที่ตายตัว และหน่วยงานยืนยันว่าไม่มีข้อเท็จจริงเรื่องการทุจริตหรือเบิกจ่ายที่ไม่ถูกต้อง
“นี่เหรอคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น รองประธานกรรมาธิการทหาร ของสภาผู้แทนราษฎรไทย ไม่ต้องเป็นหรอกครับ สส. แค่ทำตัวให้สมควรเป็นคนที่เกิดในแผ่นดินไทยก็พอครับ”
ข้อความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในสังคมที่ตามมาหลังการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อต้นเดือน ส.ค. และทำให้คณะกรรมาธิการต้องเร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบขอบเขตข้อเท็จจริง
ปัญหาเชิงพื้นที่และข้อจำกัดในการสนับสนุนกำลัง
จากการลงพื้นที่พบว่าปัญหาหลักของการปฏิบัติราชการตามแนวชายแดนไม่ได้จำกัดเฉพาะคุณภาพบังเกอร์แต่เพียงอย่างเดียว โดยมีข้อจำกัดเชิงพื้นที่และงบประมาณ ดังนี้
- พื้นที่ความรับผิดชอบของนาวิกโยธินตามแนวชายแดนยาวกว่า 250 กิโลเมตร ทำให้การส่งกำลังบำรุงมีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองเวลา
- บางเส้นทางอยู่ในเขตทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการพัฒนาเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐาน
- การเบิกจ่ายงบกลางยังมีความคล่องตัวไม่เพียงพอ ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการจัดหาและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
คณะกรรมาธิการระบุว่าปัญหาเหล่านี้เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่ไปกับการตรวจสอบคุณภาพสิ่งก่อสร้าง
แนวทางการดำเนินการต่อไป
จากการรับฟังและตรวจสอบ คณะกรรมาธิการเห็นควรเดินหน้านำข้อเสนอเชิงนโยบายและการปฏิบัติลงสู่การจัดสรรงบประมาณและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดน โดยมีแนวทางสำคัญที่เน้นเร่งดำเนินการดังนี้
- ผลักดันการเบิกจ่ายงบกลางและจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 ให้ตรงตามความต้องการและสถานการณ์ภาคสนาม
- พัฒนาเส้นทางส่งกำลังบำรุงและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านกฎหมายในพื้นที่อุทยาน
- สนับสนุนน้ำประปาและไฟฟ้าให้เข้าถึงจุดปฏิบัติการที่ห่างไกล เพื่อยกระดับความพร้อมและลดความเสี่ยงของกำลังพล
| ประเด็น | ข้อค้นพบ | แนวทาง |
|---|---|---|
| คุณภาพบังเกอร์ | บังเกอร์ที่ปรับปรุงแล้วมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งาน | ยืนยันการก่อสร้างและติดตามคุณภาพอย่างต่อเนื่อง |
| การส่งกำลังบำรุง | เส้นทางยาวและบางส่วนทับซ้อนพื้นที่คุ้มครอง | พัฒนาเส้นทางและหาแนวทางร่วมกับหน่วยงานสิ่งแวดล้อม |
| งบประมาณ | การเบิกจ่ายงบกลางยังไม่คล่องตัว | เร่งรัดการเบิกจ่ายและจัดสรรงบ ปี พ.ศ. 2570 |
การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงการรับฟังคำชี้แจง แต่รวมถึงการตรวจสอบจริงในพื้นที่ ซึ่งจะมีการผลักดันมาตรการเชิงนโยบายและการจัดสรรงบประมาณต่อไป
สำหรับประชาชนและผู้ติดตามประเด็นงบประมาณสาธารณะ จุดสำคัญอยู่ที่ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความชัดเจนของสเปกงาน และความต่อเนื่องในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน
คณะกรรมาธิการการทหารระบุว่าจะติดตามความคืบหน้าเรื่องการเบิกจ่าย การพัฒนาเส้นทาง และการยกระดับสาธารณูปโภคในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้งบประมาณตอบโจทย์ความมั่นคงและประโยชน์ของประชาชนสูงสุด