ปัญหาเจ็ตสกีท่องเที่ยวจากฝั่งภูเก็ตที่ขับข้ามน่านน้ำและเข้ามาสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่จังหวัดพังงา โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลคลองเคียน อำเภอตะกั่วทุ่ง ถูกชาวประมงพื้นบ้านร้องเรียนว่า ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจังหวัด
หน่วยงานส่งเรือลาดตระเวน ตอบรับข้อร้องเรียน
กรณีดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคณะทำงานในระดับท้องถิ่นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตำบลคลองเคียน ขณะเดียวกัน สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพังงา ได้ส่งเรือตรวจการณ์ชื่อ เจ้าท่า 199 ออกลาดตระเวนตรวจสอบและเฝ้าระวังพื้นที่ที่ถูกรบกวนจากเจ็ตสกี พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบังคับใช้กฎหมาย
ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ระบุว่า การที่นักท่องเที่ยวเช่าเจ็ตสกีและขับเข้ามาในน่านน้ำทำให้เกิดเสียงรบกวน คลื่นซัดกระทบกับการวางอวนและลอยอุปกรณ์การประมง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางทะเลของชาวบ้านที่ออกเรือทำมาหากินในพื้นที่เดิม
นอกจากผลกระทบต่ออาชีพแล้ว บางส่วนของน่านน้ำในพื้นที่จังหวัดพังงายังอยู่ภายใต้มาตรการคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม การนำเจ็ตสกีเข้าไปโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดอาจส่งผลต่อระบบนิเวศและพื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่ง
บทลงโทษตามกฎหมายและคำถามเรื่องความเหมาะสม
กรอบการลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการนำเจ็ตสกีเข้าพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมระบุว่า ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ความผิดตามกฎหมายการเดินเรือในน่านน้ำไทยมีบทลงโทษที่แตกต่างกันตามฐานความผิด
แม้จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่การบังคับใช้จริงและระดับค่าปรับที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากหากค่าปรับไม่ได้หนักหน่วงพออาจไม่เพียงพอเป็นแรงยับยั้งสำหรับผู้ประกอบการที่ได้กำไรจากการให้เช่าเจ็ตสกีจำนวนมาก
| ประเด็น | ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย |
|---|---|
| พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม | โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| กฎหมายการเดินเรือ | มีบทลงโทษตามฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง (ค่าปรับเป็นไปตามข้อกฎหมายแต่ละบท) |
การบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานข้ามพื้นที่
ปัญหาเจ็ตสกีที่ข้ามเขตจังหวัดจากภูเก็ตเข้าพังงาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ดูแลน่านน้ำและการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัด หากไม่มีการร่วมมือและแนวทางตรวจสอบที่ชัดเจน ปัญหาลักษณะนี้อาจเกิดซ้ำและสร้างความเสียหายต่อชุมชนชายฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังต้องพิจารณาว่ามาตรการเชิงป้องกัน เช่น การกำหนดเส้นทางการขับ การเว้นระยะห่างจากแนวชายฝั่ง การจำกัดจำนวนหรือขนาดของเจ็ตสกีในพื้นที่คุ้มครอง รวมถึงมาตรการด้านการออกใบอนุญาตให้เช่าและการตรวจสอบผู้เช่า มีความเพียงพอหรือไม่
- การประสานข้อมูลระหว่างจังหวัดเพื่อควบคุมการข้ามน่านน้ำ
- การกำหนดเขตห้ามใช้อุปกรณ์เครื่องยนต์ในพื้นที่อนุรักษ์
- การเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนและบทลงโทษที่เป็นรูปธรรมยับยั้งผู้ฝ่าฝืน
ขณะนี้จังหวัดพังงายืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ส่วนประชาชนที่พบเห็นหรือได้รับผลกระทบสามารถแจ้งข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการตรวจสอบและแก้ไขต่อไป
ปัญหานี้สะท้อนถึงช่องว่างทั้งในเชิงการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลร่วมกัน การแก้ไขอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชุมชนชายฝั่ง