กลุ่มประชาชนจากจังหวัดปราจีนบุรีภายใต้ชื่อ "เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง" เดินทางไปยื่นหนังสือต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลที่ทำเนียบเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เพื่อคัดค้านการพิจารณาขยายขอบเขตเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยมาพร้อมรายชื่อประชาชนผู้คัดค้านจำนวน 11,207 รายชื่อ ซึ่งใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 43(3)
เครือข่ายยืนยันข้อกังวลหลายมิติ
ตัวแทนเครือข่ายระบุว่า การผลักดันให้ปราจีนบุรีเข้าเป็นพื้นที่ EEC เกิดจากมติของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่รับทราบผลการศึกษาความเหมาะสม และมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ขณะเดียวกันเครือข่ายตั้งคำถามต่อความรอบด้านและความโปร่งใสของรายงานผลการศึกษา โดยอ้างว่ารายงานฉบับสุดท้ายที่เกี่ยวข้องถูกส่งให้เครือข่ายหลังจากมติของ กพอ. แล้ว
ข้อกังวลหลักที่กลุ่มนำเสนอประกอบด้วย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ การสูญเสียที่ดินทำกินของเกษตรกร การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น รวมถึงปัญหาการจัดการมลพิษและขยะอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC เดิม ซึ่งเครือข่ายยกเป็นบทเรียนที่ต้องพิจารณาก่อนขยายพื้นที่
การยื่นหนังสือและขั้นตอนต่อไป
การยื่นเอกสารครั้งนี้มี นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพอ. ทางเครือข่ายระบุว่าการนำรายชื่อและคำร้องเข้าสู่ศูนย์รับเรื่องเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ และจะติดตามผลการพิจารณาจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
"เราติดตามและทวงถามรายงานผลการศึกษามาโดยตลอด ก่อนจะได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นหลังมติดังกล่าว จึงขอให้รัฐบาลทบทวนและหยุดการขยายพื้นที่มายังจังหวัดปราจีนบุรีจนกว่าจะเปิดให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลได้อย่างโปร่งใส"
นอกจากการยื่นหนังสือแล้ว เครือข่ายประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวด้วยการนัดรวมตัวประชาชนครั้งใหญ่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรีในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เพื่อรอฟังคำตอบอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลและยืนยันว่าจะติดตามเรื่องจนกว่าจะได้คำตอบตามข้อเรียกร้อง
บริบทการตัดสินใจและข้อถกเถียงทางสาธารณะ
การขยาย EEC เป็นประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวพันกับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการที่ดิน แต่กรณีปราจีนบุรีสะท้อนความตึงเครียดระหว่างการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจกับความกังวลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายชี้ให้เห็นว่า กระบวนการศึกษาควรเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าถึงข้อมูลก่อนที่จะมีมติขั้นต้นของคณะกรรมการ
- จำนวนรายชื่อผู้คัดค้าน: 11,207
- วันที่ยื่นหนังสือ: 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
- วันที่มีมติ กพอ. รับทราบผลการศึกษา: 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
- วันที่เครือข่ายได้รับรายงานฉบับสุดท้าย: 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
- การชุมนุมใหญ่: 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ตารางสรุปเหตุการณ์สำคัญ
| เหตุการณ์ | วันที่ |
|---|---|
| มติ กพอ. เห็นชอบในหลักการ | 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 |
| เครือข่ายได้รับรายงานผลการศึกษา | 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 |
| ยื่นหนังสือคัดค้านต่อศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ | 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569 |
| นัดชุมนุมใหญ่ที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี | 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569 |
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย การเผชิญหน้ากับประชาชนจำนวนมากและข้อกังวลเชิงระบบเช่นนี้ เป็นสัญญาณว่าการดำเนินการต่อไปในขั้นตอนการขยายพื้นที่จะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน การเปิดเผยข้อมูลเชิงวิชาการอย่างครบถ้วน และมาตรการเยียวยารักษาสิ่งแวดล้อม หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าต่อ ผู้รับผิดชอบจำเป็นต้องชี้แจงมาตรการรับมือความเสี่ยงอย่างชัดเจนเพื่อลดความขัดแย้งทางสังคม
ท้ายที่สุด ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเชิงนโยบาย แต่เป็นการทดสอบกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดปราจีนบุรีในระยะยาว