กลุ่มเครือข่ายประชาชนในนาม“เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” พร้อมด้วยแนวร่วมจากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมตัวปักหลักบริเวณด้านหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี (ประตูฝั่งธนาคารกรุงไทย) เพื่อแสดงการคัดค้านมติของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เห็นชอบให้ผนวกจังหวัดปราจีนบุรีเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าว
มวลชนยืนยันค้างคืน ยื่นรายชื่อกว่า 11,207 ราย
ผู้ชุมนุมได้นำรายชื่อประชาชนรวมทั้งหมด11,207 รายชื่อมายื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประกาศว่าจะปักหลักค้างคืนจนกว่ารัฐบาลจะมีคำสั่งยกเลิกมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการ บรรยากาศบริเวณศูนย์ราชการมีความตึงเครียดตั้งแต่เช้า เจ้าหน้าที่ได้นำกุญแจมาล็อกประตูศาลากลางเพื่อห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าใช้พื้นที่ภายในศาลากลาง ขณะที่มวลชนยังคงตั้งเวทีปราศรัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
ข้อกังวลด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อม
ตัวแทนกลุ่มเรียกร้องให้บริหารพื้นที่ด้วยกฎหมายปกติและหลีกเลี่ยงการนำกฎหมายพิเศษมาใช้ เนื่องจากเกรงว่าจะเปิดช่องประโยชน์ให้กับทุนต่างประเทศ และลดทอนสิทธิของประชาชนในพื้นที่ ตัวแทนเครือข่ายกล่าวถึงความผิดปกติในการจดทะเบียนที่ดินซึ่งมีการอ้างถึงกลุ่ม "นอมินีทุนจีน" ว่ากำลังเข้าซื้อที่ดินจำนวนมากเพื่อรองรับการลงทุนต่างชาติ
"ปราจีนบุรีมีศักยภาพที่ควรบริหารจัดการด้วยกฎหมายปกติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งกฎหมายพิเศษ EEC ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนจนริดรอนสิทธิชาวบ้าน"
นอกจากนี้ ตัวแทนเครือข่ายยังชี้ว่าการเปิดให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ยาวนานถึง99 ปี การยกที่ดิน ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุให้กับโครงการ รวมถึงการใช้อำนาจพิเศษในการปรับผังเมืองอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อชุมชน ทั้งด้านมลพิษและการสูญเสียทรัพยากรท้องถิ่น
ผลกระทบต่อชาวบ้านและบทเรียนจากพื้นที่อื่น
ผู้ประสานงานกลุ่มหนึ่งยกตัวอย่างประสบการณ์เชิงลบจากพื้นที่อื่นที่รับผลกระทบจากขยะพิษและกากอุตสาหกรรมอันตราย โดยระบุว่าการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมเข้ามาอาจสร้างการปนเปื้อนในทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ รวมถึงกระทบต่อวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวบ้าน
- ข้อเรียกร้องสำคัญของผู้ชุมนุมคือการยกเลิกมติผนวกปราจีนบุรีเข้า EEC
- การตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยตัวกลางหรือ "นอมินี" ถูกยกเป็นประเด็นหลัก
- ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขจากการขยายเขตอุตสาหกรรม
การทวงสัญญารัฐบาลและความเคลื่อนไหวทางการเมือง
เครือข่ายฯ ระบุว่าครั้งก่อนเคยเจรจากับรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับคำมั่นว่าจะนำเรื่องไปหารือกับผู้เกี่ยวข้อง แต่เวลาผ่านมาจนเกิดความไม่มั่นใจต่อการติดตามผล ทำให้ประชาชนเลือกกลับมารวมตัวเพื่อตอกย้ำความต้องการความรับผิดชอบจากรัฐบาล
ในเชิงนโยบาย การยกระดับพื้นที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพิเศษสะท้อนแนวคิดการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติด้วยสิทธิพิเศษ แต่ด้านสาธารณะการตัดสินใจที่เร่งรัดหรือใช้กฎหมายพิเศษอาจปิดกั้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและลดทอนการตรวจสอบจากประชาชน
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
สถานการณ์ในพื้นที่อาจพัฒนาในหลายแนวทาง ทั้งการเจรจาระหว่างตัวแทนชาวบ้านกับหน่วยงานของรัฐ การออกมาชี้แจงจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง หรือการขยายพื้นที่การชุมนุมไปยังกลุ่มเครือข่ายอื่น ๆ ข้อมูลที่ควรติดตามเพิ่มเติมประกอบด้วย:
| ประเด็น | ข้อมูลที่ทราบ |
|---|---|
| จำนวนรายชื่อ | 11,207 รายชื่อ |
| ข้อกังวลหลัก | การถือครองที่ดินโดยนอมินี, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, การให้สิทธิพิเศษยาวนาน |
| การเจรจาที่ผ่านมา | พบกับรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พ.ศ. 2569 |
ผู้สื่อข่าวจะติดตามความคืบหน้าทั้งการเคลื่อนไหวของมวลชนและการตอบสนองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง