สุราษฎร์ธานี — ที่ประชุมคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2569 มีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 เส้นทาง ซึ่งรวมวงเงินปรับปรุงล่าสุดเป็น 122,720.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมราว 18,254.80 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตัวเลขปี พ.ศ.2567
เหตุผลการปรับงบและรูปแบบงานก่อสร้าง
รฟท.ระบุว่าการทบทวนกรอบงบประมาณและการปรับแบบโครงการมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ที่ส่งผลให้เส้นทางรถไฟในหลายจุดชำรุด จึงมีการปรับจากการถมเป็นคันดินบางช่วงมาเป็นสะพานยกระดับเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะช่วงผ่านอำเภอหาดใหญ่
“จะเร่งสรุปนำเสนอกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดหมายว่าจะมีการนำเสนอ ครม.ได้เร็วสุด ในปลายเดือนส.ค. 2569 นี้”
คำกล่าวของนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. แสดงให้เห็นถึงกรอบเวลาในการผลักดันให้โครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และเตรียมความพร้อมสำหรับการประกาศประมูลในขั้นต่อไป
รายละเอียดโครงการที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โครงการแบ่งเป็น 3 ช่วงหลัก โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางและการขนส่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังนี้
- ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. งบประมาณใหม่ 36,892.32 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท)
- ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทาง 321 กม. งบประมาณใหม่รวม 77,456.97 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11,186.46 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็นช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. ที่จะดำเนินการก่อน
- ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ ซึ่งรวมเข้ากับแผนการพัฒนาความเชื่อมโยงกับพื้นที่ชายแดน
| ช่วงโครงการ | ระยะทาง | งบประมาณใหม่ (ล้านบาท) | ระยะเวลาดำเนินการ |
|---|---|---|---|
| ชุมพร–สุราษฎร์ธานี | 168 กม. | 36,892.32 | 5 ปี (ก.ค. 70 – มิ.ย. 75) |
| สุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ | 291 กม. | 61,534.55 | 6 ปี (ก.ค. 70 – มิ.ย. 76) |
| ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา | 30 กม. | 15,922.42 | ระบุแยกพิจารณา |
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยว
การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่และการยกระดับทางรถไฟมีความสำคัญต่อภาคการขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าเกษตรและเป็นฐานการท่องเที่ยวสู่เกาะต่างๆ การลดเวลาการเดินทางและเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบรางจะช่วยหนุนภาคการท่องเที่ยวและลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับสินค้าเกษตรและสินค้าทางทะเล
นอกจากนี้ การออกแบบให้รับมือน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการขนส่งในฤดูมรสุม ซึ่งมีผลต่อรายได้ของชุมชนริมทางรถไฟและผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งในเมืองและชุมชนชายฝั่ง
ขั้นตอนถัดไปและระยะเวลาที่ควรติดตาม
รฟท.ระบุว่าจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้กับกระทรวงคมนาคมก่อนนำขึ้นสู่คณะรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถเสนอ ครม.ได้เร็วสุดภายในปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2569 หากได้รับอนุมัติ จะเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศและจัดสอบราคาประมูลหลายสัญญาตามกรอบที่วางไว้
ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ควรติดตามแผนผังการเวนคืนที่ดิน ตารางการก่อสร้าง และผลกระทบต่อการจราจรในช่วงดำเนินงาน เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการค้าท้องถิ่น การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจในจังหวัด หากโครงการเดินหน้าได้ตามแผน จะเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจบริการ โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ต้องจับตาเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณและแผนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มาพร้อมกับงานก่อสร้างขนาดใหญ่
สรุปแล้ว การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของโครงข่ายรถไฟภาคใต้ที่เกี่ยวพันกับสุราษฎร์ธานี ทั้งในด้านการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเตรียมความพร้อมรองรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยต้องติดตามการอนุมัติจากรัฐบาลและการจัดสรรงบประมาณในขั้นถัดไป