ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีขยายผลสืบสวนตรวจสอบธุรกิจของนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสในพื้นที่เกาะสมุย พบหลักฐานพิรุธการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินีถือหุ้นและการก่อสร้างอาคารไม่เป็นไปตามสิทธิอนุญาต พร้อมนำไปสู่การดำเนินคดีเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงข้ามชาติที่มีผู้เสียหายเป็นชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายราย
การสืบสวนและการจับกุม
การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “
ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาตำรวจแห่งชาติและศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.)
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้รับการประสานจากสถานทูตฝรั่งเศสในประเทศไทยว่ามีพลเมืองฝรั่งเศสก่อเหตุฉ้อโกงผู้เสียหายเป็นเพื่อนร่วมชาติ ก่อนนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจในไทย ตม.สุราษฎร์ธานีจึงสืบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยรวมถึงนอมินีคนไทยจำนวน 5 ราย และแจ้งความดำเนินคดีกับนิติบุคคล 2 บริษัท
รายละเอียดข้อกล่าวหาและหลักฐานที่พบ
ผู้ต้องหาที่เป็นชาวฝรั่งเศสระบุชื่อในสำนวนคือ นายสเตฟาน เทียร์รี่ บาสต๊อค (สตีฟ) อายุ 74 ปี ถูกกล่าวหาว่าหลอกชักชวนคนร่วมชาติให้ร่วมลงทุนฟาร์มกัญชารายละประมาณ 3.3 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 26.4 ล้านบาท (ราว 900,000 ยูโร) แต่การลงทุนไม่เกิดขึ้นจริง สำนวนคดีจากสถานีตำรวจภูธรบ่อผุดและเกาะสมุยถูกส่งให้อัยการพิจารณาแล้ว
จากการตรวจสอบเส้นทางการถือครองทรัพย์สิน ตม.พบเชื่อมโยงไปยังบริษัทสองแห่งในพื้นที่ หมู่ 5 ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย คือ บริษัท ไอดา.บี จำกัด และ บริษัท ไอดีเอ บี โดเมน จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจที่พัก
| หน่วยงาน/บริษัท | รายละเอียดที่พบ |
|---|---|
| บริษัท ไอดา.บี จำกัด | ถือครองที่ดิน 7 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา; ส่งงบการเงินขาดทุนต่อเนื่อง |
| บริษัท ไอดีเอ บี โดเมน จำกัด | ดำเนินธุรกิจที่พักชื่อ “IDA B DOMAIN” จำนวน 12 ห้อง; ไม่มีใบอนุญาตโรงแรม |
ปัญหาการใช้บุคคลนอมินีและการดำเนินธุรกิจ
การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นชี้ว่ามีการใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) จำนวน 3 ราย รวมถือหุ้นร้อยละ 60 ของบริษัท ซึ่งผู้ที่ถูกระบุเป็นนอมินีเป็นเพียงลูกจ้างร้านอาหารและพนักงานขับรถ ไม่มีหลักฐานแสดงว่ามีความสามารถทางการเงินหรือการลงทุน ส่งผลให้ สำนวนชี้ว่าบริษัทบางแห่งอาจมีวัตถุประสงค์เพียงถือครองที่ดินหรือเป็นผู้ถือหุ้นหน้าสำหรับผู้ลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ยังพบว่าอาคารที่ก่อสร้างในพื้นที่ไม่ตรงตามรูปแบบที่ขออนุญาตก่อสร้าง โดยเดิมขออนุญาตเป็นอาคารที่พักอาศัยแบบชั้นเดียว แต่กลับก่อสร้างเป็นอาคาร 3 ชั้นเพื่อนำไปประกอบธุรกิจที่พักและโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มการจองออนไลน์ ซึ่งดำเนินการโดยไม่ปรากฏในทะเบียนนายทะเบียนโรงแรมอำเภอเกาะสมุย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวท้องถิ่น
การพบธุรกิจที่พักทำการโดยไม่มีใบอนุญาตและการใช้โครงสร้างนอมินีมีผลต่อ 2 ประเด็นสำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยเฉพาะเกาะสมุย คือ
- การคลาดเคลื่อนทางรายได้ภาษีและการกำกับดูแลธุรกิจท่องเที่ยว
- ความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว หากมีการนำพื้นที่มาซุกซ่อนการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือการฟอกเงิน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบการออกใบอนุญาต กฎหมายภาษี และมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร เพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ชอบด้วยกฎหมาย
แนวทางการดำเนินคดีและการขยายผล
เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะขยายผลการสืบสวนไปยังประเด็นการฟอกเงิน เนื่องจากพบการประกาศขายทรัพย์สินมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับเงินที่ได้จากการฉ้อโกงข้ามชาติ ขณะเดียวกันสำนวนคดีฉ้อโกงจากตำรวจท้องที่ถูกส่งให้อัยการพิจารณาแล้ว และการดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งชาวต่างชาติและนอมินีคนไทยยังคงดำเนินไปตามกฎหมาย
การสอบสวนเชิงลึกในระยะถัดไปมีความสำคัญทั้งด้านการยืนยันแหล่งที่มาของเงิน การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการก่อสร้างและประกอบกิจการ และการป้องกันไม่ให้พื้นที่ท่องเที่ยวกลายเป็นฐานของกิจกรรมผิดกฎหมาย
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการโฆษณาหรือการลงทุนในโครงการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวควรติดตามความคืบหน้าทางคดีและประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหากมีข้อสงสัยหรือความเสียหายเกิดขึ้น
ทวีศักดิ์ ชูสกุล, ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี, WE NEWS