กรณีการขุดรุกล้ำพื้นที่ราชพัสดุบริเวณ "ควนเขานุ้ย" ในพื้นที่ตำบลควนปริง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ยังคงเป็นประเด็นที่หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานตรวจสอบอิสระติดตามอย่างใกล้ชิด หลังพบร่องรอยการขุดดินและเครื่องจักรหนักในพื้นที่ ซึ่งมีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการใช้ที่ดินและทรัพยากรของรัฐ
รายละเอียดพื้นที่และสถานการณ์ปัจจุบัน
จากการตรวจสอบเบื้องต้นแบ่งเป็นอย่างน้อย 2 แปลงในพื้นที่เดียวกัน โดยแปลงที่พบความรุนแรงมากที่สุดเป็นที่ดินรัฐตามน.ส.ล. (ที่หลวงจริง) จำนวนประมาณ 7–8 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด 33 ไร่ ผู้เกี่ยวข้องระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการทางปกครองและอาญาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 แต่การดำเนินคดียังคงไม่สามารถดำเนินการถึงตัวผู้กระทำผิดได้ทันที
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่าเมื่อเข้าตรวจสอบพบเครื่องจักร ได้แก่ รถแบ็กโฮ 2 คัน หนึ่งคันจอดอยู่บริเวณจุดขุดดิน ส่วนอีกคันถูกซ่อนอยู่ในป่าห่างออกไปกว่า 100 เมตร ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงพยานที่สำคัญในการชี้ว่ามีการดำเนินการขุดดินในพื้นที่จริง
ประเด็นข้อกฎหมายและปัญหาการอนุญาต
ตัวแทนผู้ประกอบการระบุว่ามีใบอนุญาตจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตรังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 และได้ชำระค่าภาคหลวงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ อบต.ควนปริงชี้แจงว่าเอกสารการขออนุญาตขุดดินตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการขุดดินและถมดินยังไม่ปรากฏ จึงเป็นคนละชุดเอกสารกับใบอนุญาตของสำนักงานอุตสาหกรรม ซึ่ง อบต.มีหน้าที่ต้องตรวจสอบก่อนอนุญาตให้ดำเนินการได้
"ยังไม่พบเอกสารขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน ซึ่งเป็นคนละฉบับกับใบอนุญาตของอุตสาหกรรมจังหวัด"
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนช่องว่างทางกฎหมายและการประสานงานระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงการแยกระหว่างสิทธิการใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมกับการขออนุญาตทำการขุดดินจริงตามกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายทรัพยากร
ขั้นตอนการดำเนินคดีที่ล่าช้า
แม้ อบต. จะได้แจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 และมีการรังวัดยืนยันแนวเขตในปี พ.ศ. 2567 ว่าเป็นที่ดินของรัฐ แต่การดำเนินคดีก้าวไปไม่ถึงขั้นการฟ้องร้องผู้กระทำผิด เนื่องจากต้องมีการคำนวณปริมาณดินที่ถูกขุดออกไปและประเมินมูลค่าความเสียหายซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญก่อนจะสรุปพยานหลักฐานสำหรับคดีอาญาและการเรียกค่าเสียหาย
ตามข้อมูลที่ อบต.ให้ไว้ พยายามประสานผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานเพื่อดำเนินการคำนวณแต่ไม่มีหน่วยงานใดพร้อมในช่วงระยะแรก จนกระทั่งเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 จึงสามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบปริมาณดินได้สำเร็จ
บทบาทของหน่วยงานตรวจสอบอิสระ
กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากหน่วยงานตรวจสอบอิสระ โดยมีรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเร่งรัดการสอบสวนเพื่อป้องกันการสูญหายของหลักฐานหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ ก่อนมีการดำเนินงานก่อสร้างโครงการรัฐอื่น ๆ ในพื้นที่ เช่น งานขยายสนามบินซึ่งอาจทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงทำได้ยากขึ้น
ผลกระทบและประเด็นที่สาธารณะควรทราบ
- การขุดรุกพื้นที่ราชพัสดุส่งผลต่อทรัพยากรของรัฐและสิทธิการใช้ประโยชน์ของชุมชนในอนาคต
- ช่องว่างระหว่างการออกใบอนุญาตของหน่วยงานต่าง ๆ อาจทำให้เกิดการใช้สิทธิที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน
- ความล่าช้าในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญและการประเมินมูลค่าความเสียหาย เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมาย
| ปี/เดือน | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|
| พ.ศ. 2553 | มีรายงานการออกใบอนุญาตจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (อ้างโดยผู้ประกอบการ) |
| 14 ก.พ. พ.ศ. 2566 | อบต. แจ้งความดำเนินคดีกรณีขุดรุกล้ำ |
| พ.ศ. 2567 | การรังวัดยืนยันแนวเขตเป็นที่ดินของรัฐ |
| มิ.ย. พ.ศ. 2569 | ได้ผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณปริมาณดินที่ถูกขุด |
ข้อเรียกร้องเชิงปฏิบัติ
การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด อบต. หน่วยงานรังวัดของรัฐ และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ เพื่อ:
- ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารอนุญาตแต่ละชุดและความสัมพันธ์ระหว่างการอนุญาตกับการใช้ประโยชน์จริง
- กำหนดผู้รับผิดชอบในการคำนวณปริมาณดินและประเมินมูลค่าความเสียหายอย่างชัดเจนและรวดเร็ว
- รักษาหลักฐานป้องกันการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะก่อนการก่อสร้างโครงการสาธารณะอื่น ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง
คดีนี้ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนปัญหาระบบการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดินเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ชนบทของจังหวัดตรัง ผู้เกี่ยวข้องและหน่วยงานตรวจสอบต้องเร่งดำเนินการตามกรอบกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทรัพยากรของรัฐและชุมชนท้องถิ่น