วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่โรงแรมอิมพีเรียล อำเภอเมืองนราธิวาส การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จัดการประชุมสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการก่อสร้าง รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางหาดใหญ่–สุไหงโก-ลก โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 200 คนเข้าร่วม เพื่อนำผลการศึกษาไปประกอบการตัดสินใจด้านการออกแบบและการบริหารความเสี่ยงของโครงการ
ข้อมูลโครงการและขอบเขตการศึกษา
โครงการดังกล่าวมีความยาวประมาณ 215 กิโลเมตร ครอบคลุมเส้นทางจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ไปสิ้นสุดที่สุไหงโก-ลก โดยในการศึกษาพบว่าเส้นทางจะประกอบด้วย 26 สถานี และ 7 แห่งที่หยุดรถ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายรถไฟกับระบบขนส่งของประเทศมาเลเซีย
การประชุมครั้งนี้นำเสนอผลการศึกษาด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคม รวมถึงข้อเสนอเชิงออกแบบสถานีที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมาตรการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ทั้งในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชนบท
ผลที่คาดหวังต่อเศรษฐกิจและการขนส่ง
ร.ฟ.ท.ระบุว่าโครงการจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายของประเทศเพื่อนบ้านยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน
การรับฟังความเห็นและการปรับแบบ
ก่อนหน้านี้การรถไฟได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในสี่จังหวัดภาคใต้ เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะของประชาชนไปปรับปรุงรูปแบบโครงการ ทั้งในเรื่องการออกแบบสถานีให้มีเอกลักษณ์ท้องถิ่นและการจัดการปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 ถือเป็นเวทีสรุปผลการศึกษาที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ แสดงความเห็นอย่างเป็นระบบ
- ความยาวเส้นทางโดยรวม: ประมาณ 215 กิโลเมตร
- จำนวนสถานี: 26 สถานี
- จำนวนที่หยุดรถ: 7 แห่ง
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| จุดเริ่มต้น | ชุมทางหาดใหญ่ (จังหวัดสงขลา) |
| จุดสิ้นสุด | สุไหงโก-ลก (จังหวัดนราธิวาส) |
| จังหวัดที่ผ่าน | สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส |
| ระยะทาง | ประมาณ 215 กิโลเมตร |
ประเด็นสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสังคม
การศึกษาความเหมาะสมให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยนำข้อเสนอของชุมชนท้องถิ่นมาปรับแบบเพื่อลดผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน วิถีชีวิต และแหล่งอาศัยของประชาชนในพื้นที่ ขณะเดียวกันมีการพิจารณามาตรการบรรเทา เช่น การออกแบบทางข้ามที่ปลอดภัยสำหรับยานพาหนะและคนเดินถนน การชดเชยที่ดิน และการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม
ผู้เข้าร่วมการประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชุมชนเรียกร้องให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดช่องทางให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการออกแบบและการวางแผน เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนท้องถิ่นและเศรษฐกิจในภูมิภาค
มุมมองเชิงนโยบายและการขับเคลื่อน
ในมุมมองด้านนโยบาย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านรางในพื้นที่ชายแดนถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจจากเมืองหลักสู่พื้นที่ชายขอบ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายของประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นโอกาสในการส่งเสริมการค้าชายแดนและการพัฒนาลอจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการขึ้นกับการออกแบบที่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการยอมรับจากชุมชน
การสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับขั้นตอนต่อไปของโครงการ รวมถึงการจัดทำแผนลงทุนและการประเมินความเป็นไปได้ด้านการเงิน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านเทคนิค สิ่งแวดล้อม และความต้องการของชุมชน โครงการอาจส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ชายแดนในระยะยาว