กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าแจ้งเหตุหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมพร้อมหน่วยเฉพาะกิจผสม ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าพิสูจน์ทราบเป้าหมายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ป่าภูเขาเทือกเขาตะเว ก่อนเกิดการปะทะกันเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ของวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
พื้นที่เกิดเหตุและการปฏิบัติการ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างตำบลบองอ อำเภอระแงะ กับตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาและป่ารกทึบ หน่วยงานความมั่นคงระบุว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อพิสูจน์ทราบกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในพื้นที่
เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้การดำเนินการของหน่วยปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่เพื่อยับยั้งการก่อเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและบุคลากรของรัฐ
ผลการตรวจพิสูจน์ตัวบุคคล
การตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองรายคือ นายอูเซ็ง มามะ อายุ 46 ปี และ นายอูเซ็ง เจ๊ะมิง อายุ 37 ปี ทั้งสองมีหมายจับคงค้างในคดีเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบและคดีอาญาหลายหมาย
| ชื่อ | อายุ | จำนวนหมายจับ (ตามที่แจ้ง) | คดีเด่นที่ระบุในหมายจับ |
|---|---|---|---|
| นายอูเซ็ง มามะ | 46 ปี | 6 หมาย | คดีปะทะบนเขา, บุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง, วางเพลิง/ยิง เจ้าหน้าที่, ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธและความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน |
| นายอูเซ็ง เจ๊ะมิง | 37 ปี | 3 หมาย | คดีลอบยิงและเผาบ้านเรือนประชาชน, ยิงและระเบิดกองร้อยทหารพราน |
การดำเนินการหลังเหตุและข้อกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ระบุว่าได้เก็บรวบรวมหลักฐานจากจุดเกิดเหตุและทำการตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลตามกระบวนการเพื่อประกอบสำนวน การที่ผู้เสียชีวิตปรากฏมีหมายจับหลายหมายสะท้อนว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
ในกรณีปะทะตายเช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการทั้งการตรวจพิสูจน์หลักฐาน การแจ้งญาติ และการบันทึกเหตุการณ์ตามข้อกำหนดของกฎหมาย เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม
ผลกระทบต่อพื้นที่และความเคลื่อนไหวต่อไป
เหตุปะทะในพื้นที่เทือกเขาตะเวมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และปฏิบัติการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายและซ่อนตัวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง การจับกุมหรือการวิสามัญบุคคลที่มีหมายจับอาจลดความสามารถในการก่อเหตุของกลุ่มบางกลุ่มลงในระยะสั้น แต่ในทางกลับกันยังอาจส่งผลให้เกิดการตอบโต้หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ยังหลงเหลือ
- หน่วยงานความมั่นคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
- ต้องเพิ่มมาตรการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง
- กระบวนการยุติธรรมต้องเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานและแจ้งญาติของผู้เสียชีวิต
ทั้งนี้ รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับหลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ ระเบียบการนำศพ และขั้นตอนการสอบสวนเพิ่มเติมเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งจะต้องรายงานผลต่อสาธารณชนตามกรอบของกฎหมายต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำความท้าทายด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่หน่วยงานรัฐยังคงต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในพื้นที่