รัฐบาลเตรียมนำเสนอแผนการจัดตั้งระบบ ประกันภัยพิบัติระดับชาติเป็นสวัสดิการของรัฐต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัด สงขลา โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมประชาชนกลุ่มเสี่ยงประมาณ 20 ล้านครัวเรือน เพื่อให้งบประมาณเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติมีความชัดเจนและรวดเร็วขึ้น
หลักการและขอบเขตของนโยบาย
ข้อมูลจากรองนายกรัฐมนตรีระบุว่า แนวทางนี้ออกแบบมาเพื่อบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ารูปแบบเดิมที่เน้นจ่ายเยียวยาหลังเหตุการณ์นำไปสู่ค่าใช้จ่ายไม่แน่นอนและสูงขึ้น โดยมีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การให้รัฐเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันพื้นฐานให้แก่ประชาชน ผ่านการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ระบบจะครอบคลุม 3 ภัยธรรมชาติหลัก ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และวาตภัย โดยเมื่อเกิดภัยที่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไข บริษัทประกันจะจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ต้องผ่านกระบวนการเบิกจ่ายจากหน่วยงานรัฐแบบเดิม ทำให้คาดว่าจะได้รับเงินเร็วขึ้นและมีวงเงินช่วยเหลือที่ชัดเจนกว่า
"การนำระบบประกันมาใช้นอกจากจะช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาที่รวดเร็วและคุ้มค่าแล้ว ยังช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมวงเงินงบประมาณได้ชัดเจน"
งบประมาณและผลต่อการจัดการความเสี่ยง
ผู้เสนอแนวทางอธิบายว่าภาครัฐสูญเสียงบประมาณช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังภัยพิบัติปีละประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับงบแผ่นดินที่จำกัด การเปลี่ยนมาสู่โมเดลประกันภัยจะช่วยจำกัดความไม่แน่นอนของงบประมาณและเปิดโอกาสให้รัฐสามารถย้ายทรัพยากรไปลงทุนในมาตรการป้องกันระยะยาวได้มากขึ้น
การนำเสนอในที่ประชุม ครม.สัญจรสงขลา
รองนายกรัฐมนตรีระบุว่าจะนำเอกสารหลักการดังกล่าวเสนอที่ประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดสงขลา เพื่อขอความเห็นชอบโดยมีเป้าหมายให้ระบบมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ข่าวแจ้งว่าแนวทางนี้อ้างอิงรูปแบบการบริหารความเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีประสบการณ์ในการใช้ระบบประกันภัยพิบัติอย่างแพร่หลาย
- กลุ่มเป้าหมาย: ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงประมาณ 20 ล้านครัวเรือน
- ภัยที่ครอบคลุม: น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, วาตภัย
- ระยะเวลาที่ตั้งเป้าหมายบังคับใช้: 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ผลกระทบต่อประชาชนและระดับท้องถิ่น
หากนโยบายผ่านความเห็นชอบ การจ่ายเงินชดเชยโดยบริษัทประกันตรงถึงผู้ประสบภัยจะช่วยลดความล่าช้าในการเข้าถึงความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลซึ่งกระบวนการเบิกจ่ายของภาครัฐมักใช้เวลานาน ขณะเดียวกันการกำหนดเกณฑ์การจ่ายชัดเจนจะช่วยให้ประชาชนทราบขอบเขตสิทธิและมาตรการที่ครอบคลุม
ในทางกลับกัน การเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลืออาจต้องการการทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชน เพื่อให้การขึ้นทะเบียนพื้นที่เสี่ยง การประเมินความเสียหาย และการส่งมอบเงินเยียวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม
ขั้นตอนถัดไป
ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่าแนวทางจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจรเพื่อพิจารณาในหลักการก่อน หากได้รับความเห็นชอบ คปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานร่วมกับบริษัทประกันเพื่อกำหนดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น เกณฑ์การจ่ายวงเงิน วิธีการขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิ และกระบวนการตรวจสอบความเสียหาย
สำหรับประชาชนในจังหวัดสงขลาและพื้นที่เสี่ยงรอบข้าง ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับเกณฑ์การคุ้มครอง การลงทะเบียนสิทธิ์ และช่องทางที่จะได้รับเงินเยียวยาหากเกิดภัยพิบัติ
รายงานข่าวนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเชิงนโยบายที่คาดว่าจะมีผลต่อการจัดสวัสดิการและการบริหารงบประมาณของรัฐในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยจะติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดเชิงปฏิบัติเมื่อมีการพิจารณาในที่ประชุม ครม.สัญจรต่อไป