คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินซึ่งทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินของรัฐ และตรวจความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำสำหรับสถานการณ์ปกติและภาวะวิกฤติ
ติดตามปัญหาที่ดินทับซ้อนและการจัดสรรในป่าสงวน
ที่ประชุมรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับกรณีที่ดินทำกินซึ่งมีข้อทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินของรัฐ โดยมีการหารือถึงอุปสรรคด้านกฎหมายและการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชน (คทช.) ซึ่งเป็นปัญหาที่คณะกรรมาธิการเห็นว่าต้องเร่งให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ที่ดำรงชีพจากที่ดินดังกล่าว
สำหรับความคืบหน้าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติชุดหนึ่งของอำเภอเมืองราชบุรี ได้แก่พื้นที่ป่าเขากรวดและป่าเขาพลอง ทางคทช.ได้จัดสรรที่ดินทำกินให้ชุมชนไปแล้ว 110 แปลง แก่ราษฎรจำนวน 109 ราย รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 103 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายติดตามความคืบหน้าเชิงสิทธิและความมั่นคงในการประกอบอาชีพของประชาชน
เตรียมรับมือภัยน้ำ: เครื่องมือและระบบแจ้งเตือน
ในส่วนการบริหารจัดการน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 7 กรมทรัพยากรน้ำ รายงานสถานการณ์และแผนรับมือว่าได้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกและบุคลากรสำหรับช่วยเหลือประชาชนในยามฉุกเฉินอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งมีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง
| หัวข้อ | ข้อมูล |
|---|---|
| จำนวนสถานีเตือนภัยน้ำหลาก-ดินถล่ม | 106 สถานี (พร้อมใช้งาน 100%) |
| อุปกรณ์และเครื่องจักรที่เตรียมไว้ | เครื่องสูบน้ำ, รถบรรทุกน้ำ, รถขุดตักระบบไฮดรอลิก |
| หน่วยงานที่รายงาน | สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 7 กรมทรัพยากรน้ำ |
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเสริมความพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์และการเฝ้าระวัง เพื่อให้สามารถเตรียมการและเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำหลากหรือดินถล่ม
ผู้เข้าร่วมและบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่น
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานร่วมรับฟังและหารือ อาทิ นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี และ นายมานิต นพอมรบดี ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการ รวมทั้งตัวแทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเน้นการประสานงานเพื่อให้การแก้ไขปัญหาด้านสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- เร่งรัดการพิสูจน์สิทธิและแยกแยะพื้นที่ทับซ้อนเพื่อความเป็นธรรมแก่ราษฎร
- ยกระดับการเตรียมอุปกรณ์และบุคลากรรองรับภัยน้ำหลากและดินถล่ม
- เชื่อมงานจัดที่ดินของคทช.กับแผนการบริหารทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัด
ความท้าทายเชิงนโยบายและข้อกฎหมาย
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกคือข้อจำกัดด้านกฎหมายที่มีผลต่อการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน กรรมาธิการชี้ว่า หากไม่เร่งแก้หน้างานเชิงนโยบายและกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนจะยังคงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาชีพของราษฎรและอาจเกิดข้อขัดแย้งด้านสิทธิในระยะยาว
โดยสรุป การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ไม่ได้เพียงติดตามความคืบหน้าของการจัดที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนเท่านั้น แต่ยังเป็นการตรวจสอบความพร้อมด้านการจัดการทรัพยากรน้ำที่มีผลต่อการดำรงชีพของประชาชนในจังหวัด ทั้งนี้ผลการติดตามจะเป็นข้อมูลประกอบการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่ดินและการบริหารทรัพยากรน้ำต่อไป