คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการ คลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย วงเงินประมาณ 160,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกทม.และปริมณฑล โดยโครงการจะเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2570 และใช้เวลาประมาณ 8 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2577
เป้าหมายเชิงทรัพยากรและผลประหยัดทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลที่นำเสนอต่อที่ประชุมระบุว่า โครงการมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปรับปรุงความสามารถกักเก็บน้ำในหน้าแล้ง และเชื่อมระบบระบายน้ำของภาคกลางให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น โดยคาดว่าจะลดพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ระบบคลองส่งน้ำของโครงการสามารถกักเก็บน้ำในหน้าแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีเส้นทางระบายน้ำที่อาจใช้เป็นช่องทางการขนส่งสินค้าเกษตรได้ในระยะต่อไป
งบกลางเยียวยาและหลักเกณฑ์การจ่าย
นอกจากมติเห็นชอบโครงการระบายน้ำ คณะรัฐมนตรียังอนุมัติงบกลางเหลือประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุภายหลังการประชุมว่า งบดังกล่าวจะกระจายไปช่วยผู้ได้รับผลกระทบ แต่การจ่ายเงินต่อครัวเรือนต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขก่อน
“น่าจะเพียงพอในการเยียวยา และปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศ ไม่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น โดยจะจ่าย 9,000 บาททุกครัวเรือนหรือไม่นั้น มันจะมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข”
การแบ่งเขตกำกับดูแลเพื่อบริหารอุทกภัย
รัฐบาลได้แบ่งพื้นที่การกำกับดูแลการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็น 5 โซน เพื่อง่ายต่อการสั่งการและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับพื้นที่ภาคกลางมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมกำกับดูแลการแก้ปัญหาในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมหลายจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัย
- เริ่มดำเนินงานในพื้นที่ชัยนาทเป็นจุดตั้งต้นในปีพ.ศ. 2570
- เชื่อมโยงกับโครงการเดิมเช่นคลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องระบบระบายน้ำ
- เน้นการกักเก็บน้ำหน้าแล้งและการป้องกันน้ำท่วมเชิงพื้นที่
รายละเอียดเชิงตัวเลขของโครงการ
| ประเด็น | ตัวเลข |
|---|---|
| วงเงินโครงการ | 160,000 ล้านบาท |
| ระยะเวลาดำเนินการ | 8 ปี (พ.ศ. 2570–2577) |
| ลดพื้นที่น้ำท่วม | 3.48 ล้านไร่ |
| ลดความเสียหายต่อปี | 16,930 ล้านบาท |
| ความจุกักเก็บน้ำ | 1,555 ล้านลบ.ม. |
ข้อสังเกตและสิ่งที่ต้องติดตาม
แม้ตัวเลขผลประเมินจะชี้ถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่การดำเนินโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้มีความท้าทายหลายประการที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเตรียมพื้นที่ การจัดซื้อจัดจ้าง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการประสานงานข้ามหน่วยงาน นอกจากนี้ การวางมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้าในช่วงที่เกิดอุทกภัยยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่
สำหรับประชาชนในจังหวัดชัยนาทและพื้นที่ภาคกลาง ควรติดตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแผนการเวนคืนที่ดิน ตารางการดำเนินงาน และหลักเกณฑ์การรับเงินช่วยเหลือจากงบกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านการประกอบอาชีพ การจัดการที่ดิน และการป้องกันความเสี่ยงจากอุทกภัยในระยะสั้นจนถึงระยะยาว
โครงการนี้ถือเป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างที่มุ่งจัดการกับปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำในภาคกลาง แต่ความสำเร็จขึ้นกับการบริหารจัดการที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง