ลงพื้นที่เพื่อตรวจการระบายน้ำและเห็นสภาพจริง
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและรับฟังสภาพปัญหาจากพื้นที่จริง
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการร่วมเดินทางด้วย ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งอธิบดีกรมชลประทานและอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการน้ำและแผนป้องกันและบรรเทาภัยน้ำท่วม
นายกฯ ย้ำต้องเดินหน้าโครงการเชื่อมระบบน้ำ
นายกรัฐมนตรีเน้นว่าจำเป็นต้องผลักดันให้โครงการ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” เกิดขึ้น เพื่อเป็นการจัดการปัญหาน้ำท่วมและการจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ให้เกิดการเยียวยาซ้ำซ้อนเป็นประจำทุกปี พร้อมวิจารณ์แนวทางที่มุ่งให้เพียงการเยียวยาโดยไม่แก้ปัญหารากฐาน
"เสียเงินเยียวยาปีละ 4-5 หมื่นล้าน แต่ไม่ได้อะไร"
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลในเชิงนโยบายว่า ต้องการเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัย มาเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ลดความเสี่ยงในระยะยาว
ปัญหาเชิงปฏิบัติ: การระบายน้ำติดขัดจากผักตบชวาและผักบุ้ง
จากการลงพื้นที่ นายกฯ ระบุว่าสถานการณ์น้ำยังมีปริมาณมากและยังสามารถระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพเนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง เช่น ผักตบชวาและผักบุ้งจำนวนมากที่ไหลมากีดขวางคลองระบายน้ำ ทำให้ต้องเร่งทั้งการระบายน้ำและกำจัดผักน้ำควบคู่กันไป
แผนเพิ่มช่องทางระบายน้ำและข้อจำกัดด้านระดับแม่น้ำ
อธิบดีกรมชลประทานได้ยืนยันแผนการขยายช่องทางประตูน้ำและเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำเพื่อให้สามารถระบายลงสู่แม่น้ำท่าจีนได้มากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในเชิงระดับน้ำของแม่น้ำท่าจีนที่อาจสูงกว่าระดับคลองในบางช่วงเวลาทำให้ไม่สามารถระบายออกได้ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องจัดระบบประตูระบายน้ำให้สามารถปิดกันน้ำย้อนกลับได้อย่างเหมาะสม
งบประมาณเบื้องต้นและการเยียวยา
ในประเด็นงบประมาณการช่วยเหลือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า รัฐบาลได้อนุมัติการจัดสรรงบกลางล็อตแรกเพื่อใช้จ่ายเบื้องต้นจำนวน 4,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายก่อนตามมติคณะรัฐมนตรี ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ต้องส่งรายงานตัวเลขความเสียหายเพื่อประกอบการคำนวณงบเยียวยาต่อไป
| ข้อมูล | รายละเอียด |
|---|---|
| โครงการที่เสนอ | ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย |
| งบกลางล็อตแรก | 4,700 ล้านบาท |
| ปัญหาที่พบ | ผักตบชวา ผักบุ้ง กีดขวางทางน้ำ ระดับแม่น้ำท่าจีนผันผวน |
มุมมองเชิงนโยบายและผลกระทบท้องถิ่น
การผลักดันโครงการเชื่อมระบบน้ำเป็นแนวนโยบายที่มุ่งสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ต้องพิจารณาให้รอบด้านทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม แผนการจัดการตะกอนและพืชน้ำ รวมถึงงบประมาณและขั้นตอนการอนุมัติ การขยายคลองและปรับประตูระบายน้ำอาจช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมระยะสั้น แต่การวางระบบควรคำนึงถึงการบริหารจัดการในช่วงน้ำหลากสูงที่จะต้องมีมาตรการป้องกันน้ำย้อนกลับด้วย
- ต้องเร่งกำจัดผักตบชวาและพืชน้ำที่กีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
- การขยายช่องทางระบายน้ำต้องออกแบบโดยคำนึงถึงระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีน
- การลงทุนเชิงโครงสร้างมีความจำเป็นเพื่อหยุดวงจรเยียวยาซ้ำซ้อน
ข้อเรียกร้องต่อการดำเนินการต่อไป
สำหรับประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงขั้นตอนการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาและมาตรการบรรเทาผลกระทบระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการเห็นผลที่เป็นรูปธรรมจากการลงทุนโครงสร้างด้านน้ำ แต่อุปสรรคด้านการปฏิบัติและการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ยังต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน