เมื่อเวลา 10.19 น. วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับถึงประเทศไทยทันทีหลังจากปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ เพื่อเดินหน้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยและสั่งการเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ยกเลิกภารกิจต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาในประเทศ
ตามที่รายงาน นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจยกเลิกภารกิจที่เหลือในต่างประเทศเพื่อกลับมาประสานงานและติดตามการปฏิบัติงานเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมนัดประชุมออนไลน์เพื่อหารือเชิงลึกกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องและสั่งการทันทีเมื่อรับทราบเหตุการณ์
การประสานงานของฝ่ายรัฐบาล
ผู้ร่วมการต้อนรับและรายงานสถานการณ์ในวันดังกล่าวประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงหลายหน่วยงาน ได้แก่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฏิ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำและภัยพิบัติ เช่น สทนช. กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
มาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีสาเหตุมาจากปริมาณฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจนเกินความสามารถของระบบระบายน้ำ โดยรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังและเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือประชาชนทันที ทั้งในด้านการอพยพ การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง
- การจัดส่งเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เรือยาง และรถบรรทุกไปยังพื้นที่ประสบภัย
- การจัดตั้งศูนย์พักพิงและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ต้องการการดูแลพิเศษไปยังสถานพยาบาล
- การมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนเมื่อประกาศพื้นที่ประสบภัยฉุกเฉิน
การผลักดันโครงการระบายน้ำแนวชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย
ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำระยะยาว นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะผลักดันให้โครงการระบายน้ำในเส้นทาง ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย เดินหน้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยจะใช้อำนาจหน้าที่ในการประสานและเร่งรัดให้โครงการสำเร็จ
“จะใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันโครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทยให้สำเร็จ”
โครงการดังกล่าวถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดซ้ำในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีเป้าหมายลดความเสี่ยงต่อนครหลวงและพื้นที่ใต้เขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ
การบริหารจัดการน้ำเหนือและผลกระทบต่อพื้นที่ใต้เขื่อน
นายกรัฐมนตรีอธิบายว่าการบริหารน้ำเหนือและการระบายน้ำผ่านระบบของกรมชลประทานมีการจัดระบบเป็นแบบก้างปลาเพื่อไม่ให้มวลน้ำไหลรวมไปสู่กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันการระบายน้ำออกจากระบบเขื่อนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้ผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ใต้เขื่อนลดลงให้มากที่สุด ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับมอบหมายให้ติดตามสถานการณ์และปรับแผนตอบโต้ตามความจำเป็น
งบประมาณและอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ได้รับมอบหมายดูแลพื้นที่ภัยพิบัติในภาคกลาง ได้แจ้งว่าได้เพิ่มวงเงินให้กับแต่ละจังหวัดสำหรับกรณีที่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้งบประมาณเร่งด่วนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลาง
ข้อสังเกตเชิงนโยบาย
การกลับมาของนายกรัฐมนตรีและการเน้นย้ำโครงการระบายน้ำเชิงโครงสร้างสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะผสานทั้งมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าและการวางแผนระยะยาว อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ต้องอาศัยการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของชุมชน และงบประมาณที่เพียงพอ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
| ประเด็น | สถานะ/แนวทาง |
|---|---|
| การช่วยเหลือเฉพาะหน้า | จัดส่งเครื่องจักร ศูนย์พักพิง เคลื่อนย้ายผู้เปราะบาง |
| อำนาจเบ็ดเสร็จระดับจังหวัด | เพิ่มวงเงินและมอบอำนาจผู้ว่าฯ เมื่อประกาศพื้นที่ฉุกเฉิน |
| โครงการระบายน้ำ | ผลักดันโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทยเป็นแนวทางระยะยาว |
สำหรับจังหวัดชัยนาทในฐานะหนึ่งในพื้นที่แนวทางการระบายน้ำ โครงการนี้มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของพื้นที่ลุ่มที่มักได้รับผลกระทบจากน้ำหลากและน้ำท่วมซ้ำซาก แม้ว่าจะยังต้องติดตามรายละเอียดของแผนงานและผลการศึกษาผลกระทบในขั้นตอนต่อไป แต่การประกาศให้โครงการเป็นวาระแห่งชาติจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการดำเนินการในเชิงนโยบายและงบประมาณ