ชุดสืบสวนร่วมระหว่าง บก.สส. บช.น. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจับกุมผู้ต้องหาในขบวนการ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรระนอง ซึ่งหลอกลวงนักศึกษาชายอายุ 22 ปี ให้โอนเงินและมอบเงินสดรวมทั้งสิ้น 12,356,609 บาท เหตุเกิดช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
การจับกุมและผู้ต้องหา
พ.ต.อ.อรรชวศิษฏ์ ศรีบุณยมานนท์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. ได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหา 4 คน ประกอบด้วยหนึ่งคนไทย และสามคนสัญชาติต่างประเทศ โดยการจับกุมเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดตาก หลังจากผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ที่ สน.บางรัก
| ชื่อ-สกุล (ตามข่าว) | อายุ | สัญชาติ | สถานที่จับกุม |
|---|---|---|---|
| นายณัฐพงศ์ | 33 ปี | ไทย | ย่านลาดกระบัง กรุงเทพฯ |
| นางเหงียน | 38 ปี | เวียดนาม | พื้นที่กรุงเทพฯ |
| นายถัง | 38 ปี | จีน | พื้นที่กรุงเทพฯ |
| นางโซ โม ทู | 29 ปี | เมียนมา | อ.แม่สอด จ.ตาก |
การสอบสวนเบื้องต้นระบุว่า นายณัฐพงศ์มีประวัติถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด และเป็นบุคคลที่ถูกสืบสวนพบว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสืบสวนขยายผลและจับกุมผู้ต้องหาอีก 3 ราย
พฤติการณ์การหลอกลวง
ตามคำให้การของผู้เสียหายซึ่งใช้ชื่อสมมติว่า “นายเอ” อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ระบุว่า ในวันที่ 2 สิงหาคม ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะต่อสายให้พูดคุยกับบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ระนอง
คนร้ายแจ้งว่าบัญชีของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการชักชวนเล่นพนันออนไลน์ จึงสั่งให้ผู้เสียหายโอนเงินและนำเงินสดมอบให้เพื่อการตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินและมอบเงินสดเป็นจำนวนหลายครั้ง รวมทั้งหมดเป็น 10 ครั้ง และมอบเงินสดแก่ผู้ต้องหาในลักษณะปิดบังใบหน้าอีก 3 ครั้ง ก่อนจะถูกบังคับให้ลบข้อความสนทนาและภาพที่เกี่ยวข้อง
กระบวนการยุติธรรมและผลการปฏิบัติการ
เมื่อผู้เสียหายเดินทางไปยัง สน.ยานนาวา จึงทราบว่าตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและได้แจ้งความต่อ สน.บางรัก จากนั้นชุดสืบสวนก็ได้ทำการสืบสวนจนทราบตัวผู้กระทำความผิดและออกหมายจับเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง
- เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเงินสดจากการปฏิบัติการได้เป็นจำนวนกว่า 1 ล้านบาท
- เจ้าหน้าที่อายัดบัญชีธนาคารของกลุ่มผู้ต้องหาได้รวมกว่า 12 ล้านบาท
- มีรายงานว่ามีหมายจับขยายผลอีกอย่างน้อย 9 ราย
การอายัดบัญชีและตรวจยึดทรัพย์สินในคดีลักษณะนี้เป็นหนึ่งในมาตรการที่เจ้าหน้าที่นำมาใช้เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเครือข่ายมิจฉาชีพและใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี
ผลกระทบต่อเหยื่อและข้อควรระวัง
คดีนี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการถูกหลอกลวงผ่านการโทรศัพท์และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ผู้เสียหายมักถูกกดดันด้วยข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือและการอ้างสิทธิ์จากหน่วยงานราชการ ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและตัดสินใจโอนเงินอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนให้ระมัดระวังขั้นตอนดังนี้
- อย่าคล้อยตามคำขอให้โอนเงินหรือมอบข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์โดยไม่ตรวจสอบก่อน
- หากได้รับโทรศัพท์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ให้ตัดสายและติดต่อหน่วยงานนั้นโดยตรงผ่านช่องทางที่เป็นทางการ
- เก็บหลักฐานการติดต่อไว้และแจ้งความทันทีหากสงสัยว่าจะถูกหลอกลวง
ขณะที่การสืบสวนยังคงขยายผล เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะเร่งติดตามผู้ร่วมขบวนการที่ถูกออกหมายจับเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้อ่านที่สงสัยว่าตนอาจตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงหรือพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยสามารถติดต่อสถานีตำรวจพื้นที่หรือสายด่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำปรึกษาและแจ้งเบาะแสได้ทันที