ภูเก็ต — โครงการ ทางด่วนพิเศษกะทู้–ป่าตอง ซึ่งถูกจับตามองเป็นโครงการสำคัญเพื่อแก้ปัญหาการจราจรระหว่างพื้นที่กะทู้และป่าตอง ยังคงเผชิญความล่าช้าที่ทำให้ชาวจังหวัดต้องรอมานานกว่า 30 ปี ล่าสุด นายเฉลิมพงศ์ แสงดี ส.ส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการและชี้แจงรายละเอียดการปรับแบบก่อสร้างที่เกิดขึ้น
ความคืบหน้าและข้อกังวลของชาวบ้าน
ส.ส.รายนี้ระบุว่า ติดตามความคืบหน้าของโครงการมาตลอด และได้ตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหารือในที่ประชุมหลายครั้ง เพื่อขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินโครงการ เนื่องจากการจราจรบนเส้นทางข้ามเขาระหว่างกะทู้กับป่าตองยังสร้างปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งต่อประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และธุรกิจที่พึ่งพิงการเดินทางสะดวกสบายของจังหวัด
แม้จะเห็นด้วยกับการปรับแบบที่มีเหตุผลด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย แต่สิ่งที่ ส.ส. ต้องการคือความชัดเจนในกระบวนการทบทวนแบบ รายละเอียดการเปลี่ยนแปลง และระยะเวลาที่ใช้ไปในแต่ละขั้นตอน เพราะการปรับแบบแต่ละครั้งย่อมหมายถึงผู้ใช้ถนนต้องรอเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางของประชาชน
รายละเอียดการปรับแบบอุโมงค์
จากแบบศึกษาเดิม อุโมงค์ลอดเขานาคเกิดถูกออกแบบให้มีความกว้างราว 17.10 เมตร รองรับการจราจร 4 ช่องทางต่อทิศทาง และมีความยาวประมาณ 1.85 กิโลเมตร แต่ล่าสุดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้ปรับลดขนาดความกว้างของอุโมงค์ลงเหลือประมาณ 14–14.2 เมตร โดยให้เหตุผลว่ามีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการก่อสร้าง และควบคุมต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากวัสดุและค่าแรง
| รายการ | แบบเดิม | แบบปรับใหม่ |
|---|---|---|
| ความกว้างอุโมงค์ | ประมาณ 17.10 เมตร | ประมาณ 14–14.2 เมตร |
| จำนวนช่องจราจร | 4 ช่องต่อทิศทาง | ยังคงตามที่กำหนด |
| ความยาวอุโมงค์ | ประมาณ 1.85 กิโลเมตร | ไม่ระบุการเปลี่ยนแปลง |
กทพ.ระบุว่าการปรับแบบช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ ส.ส.แสดงความไม่คัดค้านต่อการปรับหากมีเหตุผลชัดเจนทั้งด้านวิศวกรรมและความคุ้มค่า แต่ย้ำว่ารัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการทบทวนและผลกระทบที่เกิดขึ้น
ผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
การเลื่อนเวลาการก่อสร้างหมายถึงชาวภูเก็ตยังต้องเผชิญปัญหาจราจรบนเส้นทางเดิมต่อไป ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทางของประชาชนและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดซึ่งพึ่งพาการเดินทางที่ราบรื่นในการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ความล่าช้ายังอาจกดดันระบบขนส่งสินค้าและบริการที่ต้องผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ
- ชาวบ้าน: เสียเวลาเดินทางและเพิ่มต้นทุนการเดินทาง
- นักท่องเที่ยว: ประสบการณ์การเดินทางอาจได้รับผลกระทบ
- ผู้ประกอบการท้องถิ่น: การลงทุนและการดำเนินธุรกิจเผชิญความไม่แน่นอน
ข้อเรียกร้องและวางแนวทางต่อไป
ส.ส.เรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเปิดเผยข้อมูลการทบทวนแบบ ระยะเวลาที่ใช้ และขั้นตอนการจัดหาผู้รับจ้างหรือการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงและประเมินผลกระทบได้ อีกทั้งขอให้รัฐบาลกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเดินหน้าโครงการ เพื่อยุติการรอคอยที่ยืดเยื้อมานาน
ขณะเดียวกัน ประชาชนและภาคธุรกิจในภูเก็ตติดตามการเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด หวังว่าความเร่งด่วนของโครงการจะได้รับการตอบสนองโดยเร็ว เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรและสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัด
บทสรุปคือ แม้การปรับแบบจะมีเหตุผลเรื่องต้นทุนและความปลอดภัย แต่ปัจจัยเรื่องเวลาและความชัดเจนทางข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการตอบคำถามโดยเร็ว เพื่อไม่ให้โครงการที่มีผลต่อชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจท้องถิ่นต้องถูกเลื่อนออกไปอีกต่อเนื่อง
“ถึงเวลาต้องลงมือสร้างเร็วที่สุด”
ข้อมูลข่าวนี้สืบจากการแถลงและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ซึ่งเป็นประเด็นที่สาธารณะกำลังให้ความสนใจต่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของภูเก็ต